ประเภทบัญชี: มาตรฐาน, สเปรดดิบ, เซนต์
บัญชีมาตรฐานมักคิดต้นทุนในสเปรด ส่วนบัญชีสเปรดดิบคิดค่าคอมมิชชันแยกออกมา ต้นทุนจึงไม่ได้หายไป แต่ย้ายที่อยู่
เมื่ออ่านจบ จะคำนวณต้นทุนต่อหนึ่งรอบของตัวเองได้ และรู้ว่าต้องถามอะไรกับโบรกเกอร์ก่อนเปิดบัญชี
สิ่งที่กำหนดว่าบัญชีหนึ่งมีต้นทุนเท่าไร
ต้นทุนของหนึ่งรอบไม่ได้มาจากสเปรดอย่างเดียว มันมาจากหลายส่วนที่โบรกเกอร์เก็บจากคุณ บางส่วนมองเห็นได้ทันทีบนหน้าจอ บางส่วนถูกหักจากยอดเงินโดยไม่แสดงเป็นตัวเลขบนกราฟ สเปรดคือส่วนที่มองเห็นได้ชัดที่สุด เพราะมันคือช่องว่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่คุณเห็นตลอดเวลา
ส่วนที่มองเห็นได้ยากกว่าคือค่าคอมมิชชัน ซึ่งมักคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อล็อต หรือคิดตามปริมาณที่เทรดจริง จำนวนนี้จะถูกหักออกจากบัญชีเมื่อคุณเปิดหรือปิดสถานะ ไม่ได้โผล่มาในช่องว่างราคา จึงทำให้หลายคนนึกว่าบัญชีนั้นถูกกว่า ทั้งที่ความจริงคือต้นทุนย้ายไปอยู่ที่อื่น
ยังมีค่าถือข้ามคืน ซึ่งเกิดเมื่อคุณถือสถานะข้ามวัน เป็นจำนวนเงินที่คิดตามขนาดสถานะและจำนวนคืนที่ถือไว้ จำนวนนี้ไม่เกี่ยวกับสเปรดหรือค่าคอมมิชชันเลย มันเป็นค่าใช้จ่ายอีกก้อนที่ต้องบวกเข้าไปเมื่อคุณเทรดนานกว่าหนึ่งวัน
เมื่อรวมทุกส่วนเข้าด้วยกัน คุณจะได้ต้นทุนต่อรอบที่แท้จริง ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ควรใช้เปรียบเทียบบัญชี ไม่ใช่ตัวเลขสเปรดที่โฆษณาไว้ เพราะสเปรดเป็นเพียงชิ้นเดียวในหลายชิ้น
ทำไมสเปรดที่แคบกว่าจึงไม่แปลว่าถูกกว่าเสมอ
บัญชีสเปรดดิบมีช่องว่างราคาแคบกว่าบัญชีมาตรฐานจริง แต่โบรกเกอร์ไม่ได้ให้บริการฟรี มันเก็บค่าคอมมิชชันแยกออกมาต่างหาก เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากสเปรดที่หดลง ต้นทุนรวมจึงอาจใกล้เคียงกับบัญชีมาตรฐานมาก
ลองนึกถึงการย้ายกองทรายจากกองหนึ่งไปอีกกองหนึ่ง ปริมาณทรายเท่าเดิม เปลี่ยนแค่ตำแหน่งที่มันตั้งอยู่ ต้นทุนการเทรดก็เช่นกัน มันไม่ได้หายไปเพราะถูกย้ายที่ การเปลี่ยนจากสเปรดเป็นค่าคอมมิชชันเป็นเพียงการจัดวางใหม่ ไม่ใช่การลดลง
จุดที่ต่างกันจริงคือความสม่ำเสมอ ในบัญชีสเปรดดิบ ต้นทุนส่วนค่าคอมมิชชันเป็นจำนวนคงที่ ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน แต่สเปรดยังกว้างขึ้นได้ในช่วงที่ราคาแกว่งแรง ในบัญชีมาตรฐาน ทั้งก้อนอยู่ในสเปรด ซึ่งขยับตามตลาดได้ตลอด
การรู้ว่าต้นทุนส่วนไหนคงที่และส่วนไหนแปรผัน ช่วยให้คุณคาดการณ์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าคุณเทรดบ่อยในเวลาที่ตลาดเงียบ ต้นทุนจะนิ่งกว่า แต่ถ้าเทรดตอนตลาดผันผวน ต้นทุนอาจพุ่งขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
คำถามที่ควรถามก่อนเลือกบัญชี
ก่อนเปิดบัญชี ควรถามโบรกเกอร์ว่าคิดค่าคอมมิชชันอย่างไร ต่อล็อตหรือตามมูลค่าสัญญา และมีขั้นต่ำต่อวันหรือไม่ คำตอบอาจต่างกันมากระหว่างโบรกเกอร์แต่ละราย จึงไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่
ถามต่อว่ามีค่าธรรมเนียมอื่นอีกไหม เช่น ค่าฝากถอน ค่าถือข้ามคืน หรือค่าที่คิดเมื่อไม่ได้เทรดเป็นเวลานาน ค่าเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสเปรดและไม่ได้อยู่ในค่าคอมมิชชัน แต่ถูกหักจากยอดเงินจริง และบางรายคิดเมื่อคุณไม่ทันสังเกต
ถามเรื่องวิธีฝากถอนด้วย เพราะในประเทศไทย การโอนผ่านธนาคารและ PromptPay เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป แต่เวลาที่เงินเข้าอาจไม่เท่ากัน และบางโบรกเกอร์อาจมีค่าธรรมเนียมการโอนที่แตกต่างกัน จำนวนนี้ก็เป็นต้นทุนของคุณเช่นกัน
สุดท้าย ให้ขอตารางค่าธรรมเนียมทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วนำมาคำนวณเป็นบาทต่อรอบด้วยตัวเอง วิธีนี้ทำให้คุณเทียบบัญชีได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ต้องพึ่งคำโฆษณาว่าแคบหรือถูกกว่า
ทำไมต้นทุนต่อรอบจึงไม่เท่ากันทุกครั้งที่เทรด
สเปรดที่โบรกเกอร์ประกาศไว้เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ค่าที่ล็อกไว้ตลอดวัน ช่วงที่ตลาดเงียบ เช่น กลางวันของไทย สเปรด USD/THB อาจแคบกว่า 1.0 pips แต่ช่วงที่ข่าวเศรษฐกิจออก สเปรดอาจกว้างขึ้นหลายเท่าในไม่กี่วินาที ต้นทุนต่อรอบจึงเปลี่ยนตามเวลาที่สั่งซื้อขาย ไม่ได้ขึ้นกับประเภทบัญชีเพียงอย่างเดียว
ลองเทียบด้วยตัวเลข สมมติบัญชีมาตรฐานมีสเปรด 1.0 pips ตอนตลาดเงียบ คิดเป็น 1.0 x ฿10 = ฿10 ต่อรอบ แต่ตอนข่าวออกสเปรดกว้างเป็น 3.0 pips คิดเป็น 3.0 x ฿10 = ฿30 ต่อรอบ ต่างกัน ฿20 จากการเทรดรอบเดียวกันในบัญชีเดียวกัน
บัญชีสเปรดดิบก็มีค่าคอมมิชชันที่มักคิดตามปริมาณที่เทรด ไม่ใช่ตามสเปรด ค่าคอมมิชชันจึงนิ่งกว่าเมื่อตลาดผันผวน แต่สเปรดที่กว้างขึ้นก็ยังบวกเข้าไปในต้นทุนรวมอยู่ดี ต้นทุนต่อรอบจึงไม่คงที่ในทั้งสองแบบ
สิ่งที่ต่างกันจริงคือสัดส่วน ต้นทุนของบัญชีมาตรฐานมาจากสเปรดเกือบทั้งหมด ส่วนบัญชีสเปรดดิบแยกเป็นสองก้อนที่ขยับคนละจังหวะ การรู้ว่าก้อนไหนขยับเมื่อไรช่วยให้คาดต้นทุนล่วงหน้าได้ดีขึ้น
ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างจาก USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 และอัตราแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขของโบรกเกอร์แต่ละรายอาจทำให้ผลออกมาต่างจากนี้
บัญชีเซนต์คิดต้นทุนเป็นเงินบาทอย่างไร
บัญชีเซนต์คิดกำไรขาดทุนเป็นหน่วยเล็กกว่าล็อตมาตรฐาน โดยทั่วไปหนึ่งล็อตในบัญชีเซนต์มีขนาดหนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐาน คือ 1,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ไม่ใช่ 100,000 หน่วย เมื่อขนาดสัญญาเล็กลง มูลค่าต่อ pip จึงเล็กลงตามไปด้วย อัตราส่วนนี้ต้องถามโบรกเกอร์เพราะแต่ละแห่งกำหนดไม่เหมือนกัน
ถ้าบัญชีมาตรฐานมีมูลค่า ฿10 ต่อ pip บัญชีเซนต์ที่มีขนาดหนึ่งในสิบจะมีมูลค่า ฿1 ต่อ pip สเปรด 2.0 pips จึงคิดเป็น 2.0 x ฿1 = ฿2 ต่อรอบ ไม่ใช่ ฿20 ตัวเลขที่เล็กลงนี้ไม่ได้แปลว่าถูกกว่า มันแปลว่าขนาดการเทรดเล็กลงเท่านั้น ต้นทุนต่อหน่วยยังเท่าเดิม
คนที่เทรดหลายรอบต่อวันจึงต้องดูจำนวนรอบ ไม่ใช่ดูตัวเลขต่อรอบ บัญชีเซนต์ที่คิด ฿2 ต่อรอบ แต่เทรด 20 รอบ จะจ่ายรวม 20 x ฿2 = ฿40 ขณะที่บัญชีมาตรฐานคิด ฿20 ต่อรอบ แต่เทรด 2 รอบ จะจ่ายรวม 2 x ฿20 = ฿40 เท่ากันเมื่อเทียบที่จำนวนรอบต่างกัน
ข้อควรระวังคือค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ บางแห่งคิดขั้นต่ำต่อคำสั่งซื้อขายหนึ่งครั้งโดยไม่สนใจขนาด ถ้าค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ ฿15 ต่อครั้ง และคุณเทรดบัญชีเซนต์ 0.1 ล็อตที่สเปรด 0.5 pips ต้นทุนจะเป็น 0.5 x ฿1 = ฿0.5 บวก ฿15 = ฿15.5 ต่อรอบ ค่าคอมมิชชันจึงกลายเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของต้นทุน
ก่อนเปิดบัญชีเซนต์ ให้ถามสามข้อนี้กับโบรกเกอร์ ขนาดสัญญาต่อหนึ่งล็อตคือเท่าไร มีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำต่อครั้งหรือไม่ และมีค่าธรรมเนียมอื่นที่คิดเป็นรายเดือนหรือไม่ คำตอบทำให้คำนวณต้นทุนต่อรอบของตัวเองได้จริง ไม่ใช่เดาจากตัวเลขสเปรดที่โฆษณาไว้
หนึ่งรอบ USD/THB: ต่างกัน ฿20
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญา | 1 ล็อตมาตรฐาน | USD/THB 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วย |
| หนึ่ง pip มีค่า | ฿10 | 100,000 x 0.0001 = ฿10 |
| บัญชีมาตรฐาน: สเปรด | 2.0 pips | สเปรดที่โบรกเกอร์เสนอ อาจแคบหรือกว้างกว่านี้ |
| บัญชีมาตรฐาน: ค่าคอมมิชชัน | ฿0 | โดยทั่วไปรวมอยู่ในสเปรดแล้ว |
| บัญชีมาตรฐาน: ต้นทุนต่อรอบ | ฿20 | 2.0 pips x ฿10 |
| บัญชีสเปรดดิบ: สเปรด | 0.5 pips | สเปรดที่โบรกเกอร์เสนอ อาจแคบหรือกว้างกว่านี้ |
| บัญชีสเปรดดิบ: ค่าคอมมิชชัน | ฿15 | ค่าคอมมิชชันต่อหนึ่งรอบ แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ |
| บัญชีสเปรดดิบ: ต้นทุนต่อรอบ | ฿20 | 0.5 pips x ฿10 = ฿5 บวกค่าคอมมิชชัน ฿15 |
โบรกเกอร์อาจปัดเศษสเปรด คิดค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ หรือมีค่าธรรมเนียมอื่น เช่น ค่าถือข้ามคืน และอัตราแลกเปลี่ยนอาจทำให้ตัวเลขต่างจากนี้
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้จะพาคุณคำนวณต้นทุนต่อรอบของบัญชีหนึ่งด้วยตัวเอง โดยใช้ตัวเลขที่คุณมีอยู่จริง ทำตามลำดับแล้วเขียนผลลัพธ์ลงกระดาษ
- 01
เริ่มจากหาขนาดสถานะที่คุณจะเทรด
กำหนดว่าคุณจะเทรดกี่ล็อตในหนึ่งรอบ ขนาดนี้เป็นตัวคูณของทุกอย่างที่ตามมา ถ้าเทรดหนึ่งล็อตมาตรฐานบน USD/THB มูลค่าต่อ pip จะอยู่ที่ประมาณ ฿10 ต่อล็อต ตัวเลขนี้ใช้เป็นฐานในการคำนวณขั้นถัดไป
- 02
อ่านสเปรดปัจจุบันจากแพลตฟอร์ม
เปิดหน้าจอราคาแล้วดูช่องว่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย บันทึกเป็นจำนวน pips อย่าใช้ตัวเลขจากโฆษณา เพราะสเปรดจริงขยับตลอดเวลา ตัวเลขที่คุณเห็นตอนนี้คือตัวเลขที่ควรใช้
- 03
คูณสเปรดด้วยมูลค่าต่อ pip
นำจำนวน pips ที่ได้คูณกับมูลค่าต่อ pip และคูณกับจำนวนล็อต ผลลัพธ์คือต้นทุนส่วนสเปรดในหน่วยบาท เก็บตัวเลขนี้ไว้ใช้บวกในขั้นสุดท้าย
- 04
บวกค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์แจ้ง
ดูว่าบัญชีของคุณคิดค่าคอมมิชชันต่อล็อตเท่าไร แล้วคูณกับจำนวนล็อตที่เทรด นำไปบวกกับต้นทุนส่วนสเปรด ผลรวมคือต้นทุนต่อรอบทั้งหมดในหน่วยบาท
- 05
บวกค่าถือข้ามคืนถ้ามี
ถ้าคุณถือสถานะข้ามวัน ให้ถามหรือดูอัตราค่าถือข้ามคืนแล้วคูณกับจำนวนคืนที่ถือไว้ นำมาบวกเข้าอีกครั้ง ต้นทุนสุดท้ายนี้คือตัวเลขที่คุณควรใช้เปรียบเทียบบัญชีต่าง ๆ
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนคิดว่าบัญชีสเปรดดิบถูกกว่าเพราะสเปรดแคบ แต่ลืมบวกค่าคอมมิชชันกลับเข้าไป วิธีที่ถูกคือรวมสเปรดกับค่าคอมมิชชันเป็นต้นทุนต่อรอบเดียว แล้วเทียบเป็นบาท เช่น ฿20 กับ ฿20 จึงเห็นว่าพอ ๆ กัน จุดที่ต่างจริงคือความสม่ำเสมอของต้นทุนและค่าธรรมเนียมอื่นที่อาจตามมาตรวจสอบตัวเอง
ถ้าบัญชีมาตรฐานมีสเปรด 2.0 pips และบัญชีสเปรดดิบมีสเปรด 0.5 pips กับค่าคอมมิชชัน ฿15 ต้นทุนต่อรอบต่างกันเท่าไร
บัญชีมาตรฐาน 2.0 x ฿10 = ฿20 บัญชีสเปรดดิบ 0.5 x ฿10 = ฿5 บวก ฿15 = ฿20 ต่างกัน ฿0
ถ้าเทรด 2 ล็อตมาตรฐานบนบัญชีสเปรดดิบที่มีสเปรด 0.5 pips และค่าคอมมิชชัน ฿15 ต่อล็อต ต้นทุนต่อรอบเป็นเท่าไร
สเปรด 0.5 x ฿10 x 2 = ฿10 บวกค่าคอมมิชชัน ฿15 x 2 = ฿30 รวม ฿40
คำถามที่มักตามมา
ค่าคอมมิชชันคิดต่อล็อตหรือคิดตามมูลค่าสัญญา ต่างกันตรงไหน
การคิดต่อล็อตหมายถึงจำนวนเงินคงที่ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ไม่ว่ามูลค่าสัญญาจะเท่าไร ส่วนการคิดตามมูลค่าสัญญาหมายถึงจำนวนเงินที่ผันตามขนาดสัญญาจริง ซึ่งอาจเปลี่ยนไปตามราคา USD/THB ขณะเปิดสถานะ ทั้งสองวิธีให้ผลต่างกันเมื่อเทรดหลายล็อต จึงต้องถามให้ชัดว่าโบรกเกอร์ใช้วิธีใด ตัวเลขค่าคอมมิชชันเองก็ต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ไม่มีอัตรากลางที่ใช้ได้กับทุกที่
ถ้าเทรดไม่ถึงหนึ่งล็อตมาตรฐาน ค่าคอมมิชชันคิดอย่างไร
บัญชีส่วนใหญ่คิดค่าคอมมิชชันตามสัดส่วนของล็อตที่เทรดจริง ถ้าเทรด 0.1 ล็อต ก็มักจ่ายประมาณหนึ่งในสิบของอัตราต่อล็อต แต่บางโบรกเกอร์มีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำต่อรายการ ซึ่งทำให้การเทรดล็อตเล็กมีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ควรถามเรื่องขั้นต่ำนี้ก่อนเปิดบัญชี เพราะมันเปลี่ยนตัวเลขต้นทุนต่อรอบของคุณโดยตรง
บัญชีเซนต์ต่างจากบัญชีมาตรฐานตรงไหน
บัญชีเซนต์ย่อขนาดสัญญาลง ทำให้หนึ่งล็อตมีมูลค่าน้อยกว่าหนึ่งล็อตมาตรฐานมาก เงินที่ต้องใช้จึงน้อยลงตามไปด้วย ต้นทุนต่อรอบในหน่วยบาทก็เล็กลงตามสัดส่วน แต่โครงสร้างต้นทุนยังเหมือนเดิม คือมีสเปรดและอาจมีค่าคอมมิชชัน บัญชีแบบนี้เหมาะกับผู้ที่ยังทดลองระบบของตัวเองด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย
ค่าถือข้ามคืนคิดตอนไหนและคิดเท่าไร
ค่าถือข้ามคืนเริ่มคิดเมื่อสถานะยังเปิดอยู่หลังเวลาตัดรอบของโบรกเกอร์ จำนวนเงินคิดตามขนาดสถานะและจำนวนคืนที่ถือ ไม่เกี่ยวกับสเปรดหรือค่าคอมมิชชันเลย ถ้าถือหลายคืน ค่า这部分จะสะสมและกลายเป็นก้อนใหญ่ได้ ควรถามโบรกเกอร์ว่าคิดอัตรานี้อย่างไร เพราะแต่ละรายคิดไม่เหมือนกัน
ฝากถอนด้วยวิธีใดได้บ้างและมีค่าธรรมเนียมไหม
ในประเทศไทย วิธีที่พบบ่อยคือการโอนผ่านธนาคารและ PromptPay แต่ค่าธรรมเนียมการฝากถอนนั้นแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ บางรายไม่คิด บางรายคิดต่อรายการ ควรถามทั้งจำนวนเงินขั้นต่ำและระยะเวลาที่เงินเข้าบัญชี เพราะค่าเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสเปรดและไม่ได้อยู่ในค่าคอมมิชชัน แต่ถูกหักจากยอดเงินจริง
ควรเทียบต้นทุนจากตัวเลขใดจึงจะยุติธรรม
ให้รวมสเปรดกับค่าคอมมิชชันเป็นต้นทุนต่อรอบเดียวในหน่วยบาท แล้วเทียบตัวเลขนั้นระหว่างบัญชี ไม่ใช่เทียบเฉพาะสเปรดที่โฆษณาไว้ เพราะสเปรดเป็นเพียงชิ้นเดียวในหลายชิ้น อย่าลืมบวกค่าถือข้ามคืนและค่าธรรมเนียมอื่นถ้ามี การเทียบแบบนี้ทำให้เห็นว่าบัญชีที่ดูถูกกว่าอาจไม่ถูกกว่าจริง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- สเปรด
- ช่องว่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่เห็นบนหน้าจอตลอดเวลา เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่มองเห็นได้ชัดที่สุด ยิ่งช่องว่างกว้าง ต้นทุนต่อรอบก็ยิ่งสูง
- ค่าคอมมิชชัน
- จำนวนเงินที่โบรกเกอร์หักจากบัญชีเมื่อเปิดหรือปิดสถานะ มักคิดต่อล็อตหรือตามปริมาณที่เทรดจริง จำนวนนี้ไม่ปรากฏในช่องว่างราคา จึงถูกมองข้ามได้ง่าย
- ล็อตมาตรฐาน
- หน่วยวัดขนาดการเทรดที่ใช้กันทั่วไป หนึ่งล็อตมาตรฐานมีมูลค่าสัญญาตามที่โบรกเกอร์กำหนด การเทรดหลายล็อตทำให้ต้นทุนต่อรอบเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน
- บัญชีเซนต์
- บัญชีที่ย่อขนาดสัญญาลง ทำให้หนึ่งล็อตมีมูลค่าน้อยกว่าปกติมาก เงินที่ต้องใช้จึงน้อยลง ต้นทุนต่อรอบในหน่วยบาทก็เล็กลงตาม
- ค่าถือข้ามคืน
- ค่าใช้จ่ายที่เกิดเมื่อถือสถานะข้ามวัน คิดตามขนาดสถานะและจำนวนคืนที่ถือ ไม่เกี่ยวกับสเปรดหรือค่าคอมมิชชัน เป็นอีกก้อนที่ต้องบวกเข้าต้นทุนรวม
สิ่งที่ควรจดจำ
- ต้นทุนต่อรอบคือผลรวมของสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าถือข้ามคืน ไม่ใช่สเปรดเพียงอย่างเดียว
- บัญชีสเปรดดิบย้ายต้นทุนไปเป็นค่าคอมมิชชัน ต้นทุนจึงไม่ได้หายไป แต่ย้ายที่อยู่
- ให้เทียบต้นทุนต่อรอบในหน่วยบาทระหว่างบัญชี ไม่ใช่เทียบเฉพาะสเปรดที่โฆษณาไว้
- ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำและค่าธรรมเนียมอื่นแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงควรถามก่อนเปิดบัญชี