เส้นทางการเรียนในหลักสูตรหกบทเรียนเกี่ยวกับต้นทุนสามอย่างของการเทรด และประเภทบัญชีกับระยะเวลาถือครองเปลี่ยนต้นทุนเหล่านั้นอย่างไร
หยุดเสียเงินกับสเปรดและสวอป
บทเรียนในเส้นทางนี้
6 บทเรียน
- 1 · บทเรียน 1.5
ค่าใช้จ่ายสามอย่าง: สเปรด คอมมิชชัน และสวอป
คุณจ่ายสเปรดตอนเข้า จ่ายคอมมิชชันในบัญชีบางประเภท และจ่ายสวอปสำหรับทุกคืนที่สถานะเปิดอยู่ ทั้งสามอย่างรู้ล่วงหน้าก่อนเทรด
- 2 · บทเรียน 1.6
สวอปข้ามคืนและบัญชีปลอดสวอป
สวอปคือค่าใช้จ่ายรายวันในการถือสถานะที่มีเลเวอเรจ บัญชีปลอดสวอปตัดค่านี้ออกและมักแทนที่ด้วยค่าใช้จ่ายอื่น
- 3 · บทเรียน 1.13
ประเภทบัญชี: มาตรฐาน, สเปรดดิบ, เซนต์
การเทรดเดียวกันมีต้นทุนต่างกันในบัญชีแต่ละประเภท บัญชีสเปรดดิบย้ายต้นทุนไปเป็นค่าคอมมิชชันแทนที่จะกำจัดมันออกไป
- 4 · บทเรียน 2.11
สแคลปิง: ทำไมต้นทุนตัดสินผลลัพธ์
ที่ไม่กี่พิปต่อการเทรด สเปรดและค่าคอมมิชชันคือผลลัพธ์ส่วนใหญ่ บทเรียนคือการคำนวณ ก่อนเทคนิค
- 5 · บทเรียน 2.13
สวิงและโพซิชันเทรด
ถือหลายวันหรือหลายสัปดาห์ย้ายต้นทุนจากสเปรดไปเป็นสวอป และย้ายความเสี่ยงจากเซสชันเดียวไปเป็นช่องว่างข้ามคืน
- 6 · บทเรียน 2.14
เซสชัน ข่าว และปฏิทิน
คู่เงินเคลื่อนไหวจริงในชั่วโมงใด และการประกาศตามกำหนดใดทำให้สเปรดกว้างพอที่จะกระทบสต็อป
เส้นทางนี้เหมาะกับใครและต้องเตรียมอะไรก่อนเริ่ม
เส้นทางนี้เขียนไว้สำหรับคนที่เทรด USD/THB มาสักระยะแล้ว แต่ยังตอบไม่ได้ว่ากำไรที่เห็นบนหน้าจอหายไปกับอะไร ต้นทุนสามอย่างคือสเปรด คอมมิชชัน และสวอป ซึ่งคิดเป็นเงินบาททุกครั้งที่เปิดและถือโพซิชัน ตัวเลขพวกนี้ไม่ปรากฏเป็นค่าธรรมเนียมก้อนเดียวให้เห็น จึงต้องแยกดูทีละรายการก่อนจะลดมันได้ คอร์สนี้จึงไม่เริ่มจากการหาจุดเข้า แต่เริ่มจากการรู้ว่าการเทรดหนึ่งครั้งมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
สิ่งที่ต้องเตรียมมีสามอย่าง อย่างแรกคือบัญชีสาธิตที่แสดงสเปรดและสวอปของ USD/THB ได้ อย่างที่สองคือตารางว่างหนึ่งไฟล์สำหรับจดตัวเลข อย่างที่สามคือปฏิทินข่าวเศรษฐกิจที่ดูได้ฟรี ไม่ต้องใช้เงินจริงในเส้นทางนี้ เพราะเป้าหมายคือการอ่านตัวเลขให้ออก ไม่ใช่การทำกำไร ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากันไม่ว่าจะเทรดด้วยเงินจริงหรือเงินสาธิต
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการอ่านเส้นทางนี้เป็นลำดับขั้น และข้ามบทที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับตัวเอง คนที่เทรดระยะสั้นมักคิดว่าบทสวอปไม่จำเป็น แต่สวอปคือต้นทุนที่เกิดทุกคืนที่ถือโพซิชันข้ามเวลา และมันสะสมจนเทียบเท่าสเปรดหลายรอบ ข้อผิดพลาดรองลงมาคือจดตัวเลขจากโบรกเกอร์เดียวแล้วสรุปว่าเป็นค่ามาตรฐานของตลาด สเปรดและสวอปต่างกันมากในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละประเภทบัญชี ตัวเลขที่จดจึงต้องระบุที่มาและวันที่กำกับไว้เสมอ
ลำดับของบทและเหตุผลที่ต้องเรียงแบบนั้น
บทแรกวางรากฐานด้วยการแยกค่าใช้จ่ายสามอย่างออกจากกัน เพราะถ้ายังแยกไม่ออกว่าจะดูสเปรดตรงไหนและคอมมิชชันถูกหักตอนไหน ตัวเลขในบทถัดไปจะอ่านไม่มีความหมาย ลำดับนี้ทำให้ทุกบทหลังจากนั้นต่อยอดจากรายการเดียวกัน ไม่ใช่จากความจำ ตัวอย่างที่ใช้คือ USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 ซึ่งทำให้เห็นสเปรดเป็นสตางค์ได้ชัดกว่าคู่เงินที่มีจุดทศนิยมน้อย
บทที่ว่าด้วยสวอปและบัญชีปลอดสวอปต้องมาก่อนบทว่าด้วยประเภทบัญชี เพราะสวอปเป็นตัวแปรที่ผูกกับระยะเวลาถือครอง ไม่ได้ผูกกับตัวโบรกเกอร์เพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าใจแล้วว่าค่าถือข้ามคืนคิดอย่างไร จึงเทียบบัญชีมาตรฐาน สเปรดดิบ และบัญชีเซนต์ได้อย่างเป็นธรรม แต่ละแบบย้ายต้นทุนไปคนละก้อน เช่นบัญชีสเปรดดิบมักคิดคอมมิชชันแยก ขณะที่บัญชีมาตรฐานมักรวมต้นทุนไว้ในสเปรด การเทียบจึงต้องเทียบผลรวม ไม่ใช่เทียบสเปรดอย่างเดียว
สองบทสุดท้ายคือบทที่ทดสอบว่าลำดับก่อนหน้าทำงานจริง บทสแคลปิงและบทสวิงใช้ตัวเลขชุดเดิมแต่ระยะเวลาถือครองต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกันแม้เปิดที่ราคาเดียวกัน ส่วนบทว่าด้วยเซสชัน ข่าว และปฏิทินปิดท้ายเพราะเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนต้นทุนตามเวลา ไม่ใช่ตามกลยุทธ์ คนที่ทำตามลำดับนี้จะเห็นว่าต้นทุนไม่ใช่ค่าคงที่ แต่เป็นผลของประเภทบัญชีบวกกับเวลาที่ถือบวกกับช่วงเวลาที่เข้าเทรด
อ่านอะไรได้เมื่อจบเส้นทาง และข้อควรระวังระหว่างทาง
เมื่อจบเส้นทาง ผู้อ่านจะคำนวณต้นทุนรวมของการเทรดหนึ่งครั้งเป็นบาทได้เอง โดยใช้สเปรด คอมมิชชัน และสวอปที่จดไว้จากบัญชีของตัวเอง ตัวอย่างเช่นถ้าสเปรดของ USD/THB คิดเป็น 0.05 บาทต่อหนึ่งหน่วย และเทรด 1,000 หน่วย ต้นทุนสเปรดคือ 50 บาท ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างการคิด ไม่ใช่ค่าที่โบรกเกอร์ใดรับประกัน ทุกตัวเลขต้องมาจากบัญชีจริงของผู้อ่าน
สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นคือความสามารถในการเลือก ไม่ใช่ความสามารถในการทำนาย ผู้อ่านจะบอกได้ว่ากลยุทธ์ระยะสั้นต้องการบัญชีแบบใดจึงจะไม่ถูกต้นทุนกิน และการถือข้ามคืนหลายคืนควรถามเรื่องสวอปก่อนเปิด ไม่ใช่หลังเปิด คอร์สนี้ไม่ให้สัญญาณ ไม่แนะนำโบรกเกอร์ และไม่รับรองผลตอบแทนใด ๆ เพราะสิ่งที่วัดได้มีเพียงต้นทุน ซึ่งคำนวณล่วงหน้าได้จริง
ข้อควรระวังระหว่างทางมีสองข้อ ข้อแรกคืออย่าใช้ตัวเลขจากโบรกเกอร์อื่นมาแทนบัญชีตัวเอง เพราะสเปรดและสวอปแตกต่างกันตามโบรกเกอร์และประเภทบัญชี และเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพตลาด ข้อที่สองคืออย่าถือว่าต้นทุนต่ำแปลว่ากลยุทธ์ดี ต้นทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลลัพธ์ ส่วนที่เหลือคือการตัดสินใจและความเสี่ยง ซึ่งเส้นทางนี้ไม่ได้สอนและไม่ควรคิดว่ามีสอนอยู่ในนี้
ทำไมตัวเลขต้นทุนจึงต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่ขนาดโพซิชันเปลี่ยน
ต้นทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้งไม่ได้เป็นค่าคงที่ของคู่เงิน แต่เป็นผลคูณระหว่างอัตราค่าบริการกับขนาดโพซิชันที่เปิดจริง ถ้าเปิด 0.10 ล็อตบน USD/THB ที่ 36.4500 มูลค่าสัญญาต่อล็อตมาตรฐานคือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3,645,000 บาท เมื่อสเปรดอยู่ที่ 5 ปิ๊ป มูลค่าต่อปิ๊ปของ 0.10 ล็อตคือ 36.45 บาท ดังนั้นต้นทุนสเปรดรอบเดียวเท่ากับ 5 คูณ 36.45 เป็น 182.25 บาท ตัวเลขชุดนี้เปลี่ยนทันทีที่ราคาเคลื่อน เพราะตัวคูณคือราคาปัจจุบัน ไม่ใช่ราคาที่จำไว้
เมื่อขนาดโพซิชันเพิ่มเป็น 1.00 ล็อต มูลค่าต่อปิ๊ปกลายเป็น 364.50 บาท และต้นทุนสเปรด 5 ปิ๊ปกลายเป็น 1,822.50 บาท คอมมิชชันคิดตามปริมาณการซื้อขาย ไม่ได้คิดตามจำนวนครั้ง จึงเพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน ส่วนสวอปคิดตามจำนวนคืนที่ถือครอง คูณกับขนาดโพซิชันเช่นกัน การเทรดที่เปิดและปิดในวันเดียวกับที่ถือข้ามคืนจึงมีโครงต้นทุนไม่เหมือนกันเลย
วิธีที่ทำให้ตัวเลขเหล่านี้ใช้ได้จริงคือจดบันทึกสามค่าแยกกันก่อนกดปิดออร์เดอร์ ได้แก่ มูลค่าต่อปิ๊ป ณ ราคาที่เข้า จำนวนปิ๊ปที่จ่ายเป็นสเปรด และจำนวนคืนที่ถือครอง จากนั้นคูณกลับเป็นบาท แล้วเทียบกับผลตอบรับที่ได้จริง ตัวเลขที่จดจะบอกได้ว่าผลลัพธ์มาจากทิศทางที่ถูกหรือมาจากต้นทุนที่ต่ำ ไม่ใช่จากความรู้สึกหลังปิดออร์เดอร์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือคำนวณต้นทุนครั้งเดียวแล้วใช้ตัวเลขเดิมกับทุกออร์เดอร์ในสัปดาห์นั้น ราคา USD/THB เคลื่อนตลอด และขนาดโพซิชันมักไม่เท่ากันทุกครั้ง ตัวเลขที่ล้าสมัยจะทำให้ประเมินผลตอบแทนสูงเกินจริง อีกจุดคือลืมนับสวอปของวันที่ตลาดปิด ซึ่งจำนวนคืนที่ถูกเรียกเก็บอาจไม่เท่ากับจำนวนวันตามปฏิทิน และอัตรานี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงต้องตรวจจากเอกสารของโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่ ไม่ใช่จากค่ากลางที่จำต่อกันมา
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นต่อไปนี้คือลำดับงานที่ทำได้จริงหลังอ่านจบ เริ่มจากการเก็บข้อมูลจากบัญชีของตัวเอง แล้วค่อยเปรียบเทียบและตัดสินใจ
- 01
เปิดบัญชีสาธิตและจดสเปรด
เลือกบัญชีสาธิตที่แสดงราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายของ USD/THB พร้อมกัน จดส่วนต่างของทั้งสองราคาเป็นบาทในวันที่จด ระบุชื่อโบรกเกอร์และเวลาไว้ข้างตัวเลขทุกครั้ง เพราะสเปรดเปลี่ยนได้ตลอดวัน
- 02
หาคอมมิชชันและสวอปของบัญชีนั้น
หาว่าบัญชีที่ใช้คิดคอมมิชชันแบบใด และคิดสวอปต่อคืนเท่าไรสำหรับ USD/THB ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย ตัวเลขเหล่านี้อาจอยู่ในหน้าสรุปค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ และอาจไม่เท่ากันทุกวัน
- 03
คำนวณต้นทุนรวมของการเทรดหนึ่งครั้ง
รวมสเปรด คอมมิชชัน และสวอปของจำนวนคืนที่ตั้งใจถือ เป็นตัวเลขบาทเดียว เขียนวิธีคิดไว้ข้างผลลัพธ์ เพื่อให้ตรวจย้อนได้ว่าตัวเลขแต่ละก้อนมาจากไหน ถ้าถือไม่ข้ามคืน ให้ตัดสวอปออกและระบุว่าเป็นกรณีไม่ข้ามคืน
- 04
เทียบสามประเภทบัญชีด้วยเงินจำนวนเดียวกัน
ทำตารางเทียบบัญชีมาตรฐาน สเปรดดิบ และเซนต์ โดยใช้ขนาดโพซิชันเท่ากันและระยะเวลาถือเท่ากัน เปรียบเทียบผลรวมต้นทุน ไม่ใช่เปรียบเทียบสเปรดอย่างเดียว เพราะบัญชีที่สเปรดแคบอาจมีคอมมิชชันแยกที่ทำให้ผลรวมสูงกว่า
- 05
ทดลองกับสองช่วงเวลาถือครอง
คำนวณต้นทุนเดิมซ้ำสำหรับการถือไม่ข้ามคืนและถือหลายคืน แล้วดูว่าสวอปเปลี่ยนข้อสรุปหรือไม่ ทำแบบเดียวกันกับช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญและช่วงที่ไม่มี เพื่อเห็นว่าต้นทุนไม่คงที่
- 06
เขียนข้อสรุปของตัวเองหนึ่งย่อหน้า
สรุปว่าบัญชีแบบใดและระยะเวลาถือแบบใดทำให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุดสำหรับการเทรดที่ทำอยู่ ระบุวันที่และที่มาของตัวเลขกำกับไว้ ข้อสรุปนี้ใช้ได้กับบัญชีของตัวเองเท่านั้น ไม่ควรนำไปใช้แทนบัญชีของผู้อื่น
คำถามที่มักตามมา
ทำไมต้องเริ่มจากค่าใช้จ่ายสามอย่างก่อน ไม่เริ่มจากกลยุทธ์เลย
เพราะทุกกลยุทธ์ถูกหักต้นทุนชุดเดียวกันก่อนที่กำไรจะเหลือถึงมือ กลยุทธ์ที่ดีแต่ต้นทุนสูงอาจเหลือน้อยกว่ากลยุทธ์ธรรมดาที่ต้นทุนต่ำ ถ้ายังไม่รู้ว่าต้นทุนคิดเป็นบาทเท่าไร ก็เทียบกลยุทธ์สองแบบไม่ได้เลย เส้นทางนี้จึงวางการวัดต้นทุนไว้ก่อน แล้วค่อยใช้กลยุทธ์เป็นตัวทดสอบว่าต้นทุนนั้นกินผลลัพธ์ไปแค่ไหน
ต้องมีเงินจริงเท่าไรจึงจะเริ่มเส้นทางนี้ได้
ไม่ต้องใช้เงินจริงเลย เพราะทุกบทเรียนใช้บัญชีสาธิตที่แสดงสเปรดและสวอปของ USD/THB ได้ ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากันไม่ว่าจะเทรดด้วยเงินจริงหรือเงินสาธิต ตัวเลขที่จดจากบัญชีสาธิตจึงใช้ตัดสินใจได้เหมือนกัน สิ่งที่ต่างคืออารมณ์ตอนขาดทุน ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาของเส้นทางนี้
ตัวเลขที่จดไว้จะใช้ได้นานแค่ไหน
สเปรดและสวอปเปลี่ยนได้ตามโบรกเกอร์ ประเภทบัญชี และสภาวะตลาด ตัวเลขที่จดเมื่อเดือนก่อนอาจไม่ตรงกับวันนี้ จึงต้องเขียนวันที่กำกับไว้ทุกครั้ง และเทียบใหม่เมื่อโบรกเกอร์ปรับเงื่อนไข อย่าใช้ตัวเลขเก่าเป็นค่ามาตรฐานของตลาด เพราะไม่มีค่ามาตรฐานกลางที่ใช้ได้กับทุกที่
ถ้าเทรดระยะสั้นมาก บทสวอปยังจำเป็นไหม
จำเป็น เพราะสวอปคือต้นทุนที่เกิดทุกคืนที่ถือโพซิชันข้ามเวลา แม้เปิดปิดในวันเดียวก็ยังเจอกรณีถือข้ามคืนได้เมื่อเข้าช่วงท้ายเซสชัน สวอปที่ดูเล็กต่อคืนอาจสะสมจนเทียบเท่าสเปรดหลายรอบในหนึ่งเดือน การข้ามบทนี้จึงทำให้ตัวเลขรวมที่คำนวณไว้ต่ำกว่าความจริง
ทำไมแต่ละบทใช้ USD/THB เป็นตัวอย่าง
เพราะราคาราว 36.4500 ทำให้เห็นสเปรดเป็นสตางค์ได้ชัดกว่าคู่เงินที่มีจุดทศนิยมน้อย และผู้อ่านคุ้นกับค่าเงินบาทอยู่แล้ว การแปลงต้นทุนเป็น ฿ จึงทำได้ตรงไปตรงมา ไม่ต้องเดาอัตราแลกเปลี่ยนอื่นมาซ้อนอีกชั้น ตัวเลขทุกตัวในเส้นทางจึงตรวจย้อนกลับได้จากราคาที่ให้ไว้
จบเส้นทางนี้แล้วจะทำอะไรได้
อ่านออกว่าการเทรดหนึ่งครั้งมีค่าใช้จ่ายกี่บาท และแยกได้ว่าก้อนไหนมาจากสเปรด ก้อนไหนมาจากคอมมิชชัน ก้อนไหนมาจากสวอป เทียบประเภทบัญชีได้อย่างเป็นธรรมโดยดูผลรวม ไม่ใช่ดูสเปรดอย่างเดียว และรู้ว่าช่วงเวลาเข้าเทรดกับระยะเวลาถือครองเปลี่ยนต้นทุนอย่างไร สิ่งที่ได้คือความสามารถในการวัด ไม่ใช่สัญญาว่าจะได้กำไร
คำที่ใช้ในหน้านี้
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อได้กับราคาที่ขายได้ คิดเป็นเงินบาททุกครั้งที่เปิดและปิดโพซิชัน เป็นต้นทุนที่ถูกหักทันทีโดยไม่ปรากฏเป็นค่าธรรมเนียมแยก
- สวอป
- ค่าถือข้ามคืนที่คิดเมื่อถือโพซิชันข้ามเวลาตัดบัญชี อาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ จำนวนต่อคืนดูเล็กแต่สะสมได้จนเทียบเท่าสเปรดหลายรอบ
- บัญชีเซนต์
- ประเภทบัญชีที่ขนาดสัญญาเล็กกว่าบัญชีมาตรฐาน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยคิดเป็นเงินบาทน้อยลง เหมาะกับการฝึกอ่านตัวเลขโดยไม่ต้องใช้เงินจริงมาก
- สเปรดดิบ
- ประเภทบัญชีที่มักคิดต้นทุนไว้ในสเปรดต่ำและหักคอมมิชชันแยก การเทียบกับบัญชีอื่นจึงต้องเทียบผลรวม ไม่ใช่เทียบสเปรดอย่างเดียว
- ระยะเวลาถือครอง
- เวลาตั้งแต่เปิดโพซิชันจนปิด ยิ่งถือนานยิ่งมีโอกาสเจอสวอปมากขึ้น ต้นทุนรวมจึงผูกกับเวลาที่ถือ ไม่ใช่แค่ราคาที่เข้า
- เซสชัน
- ช่วงเวลาของวันที่มีการซื้อขายคึกคักต่างกัน สเปรดมักกว้างหรือแคบตามช่วงนี้ ต้นทุนจึงเปลี่ยนตามเวลาที่เข้าเทรด
สิ่งที่ควรจดจำ
- ต้นทุนสามอย่างคิดเป็นเงินบาททุกครั้ง และต้องแยกดูทีละรายการก่อนจะลดได้
- ลำดับบทเรียงจากการแยกต้นทุน ไปสู่การเทียบประเภทบัญชี แล้วจึงทดสอบด้วยระยะเวลาถือครอง
- เทียบประเภทบัญชีต้องดูผลรวมของสเปรดบวกคอมมิชชันบวกสวอป ไม่ใช่ดูสเปรดอย่างเดียว
- ตัวเลขที่จดต้องมีที่มาและวันที่กำกับ เพราะสเปรดและสวอปต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละประเภทบัญชี