ข้ามไปยังเนื้อหา

02 · ระดับ 2แผนภูมิแสดงอะไร ตัวชี้วัดทั่วไปใช้ทำอะไร และทองคำ ดัชนี และคริปโต CFD ต่างจากคู่สกุลเงินอย่างไร สิบห้าบทเรียน

อ่านตลาด: แผนภูมิ เครื่องมือ และสินค้า

  1. 2.1

    กราฟและกรอบเวลา

    ตลาดเดียวดูเหมือนตลาดหลายแบบ ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาที่คุณเปิด อันที่คุณเทรดเป็นตัวตัดสินว่าแผนที่เหลือของคุณต้องเป็นอย่างไร

  2. 2.2

    แท่งเทียน: แท่งเดียวบอกอะไรคุณ

    แท่งเทียนหนึ่งแท่งเก็บตัวเลขสี่ตัว — เปิด, สูงสุด, ต่ำสุด, ปิด — สำหรับช่วงเวลาหนึ่ง ทุกอย่างที่อ่านจากรูปร่างของมันมาจากสี่ตัวนี้

  3. 2.3

    แนวโน้ม แนวรับ และแนวต้าน

    จุดที่ราคาเคยกลับตัวมาก่อนคือจุดที่เทรดเดอร์จับตาดูต่อไป ระดับเหล่านี้ไม่ใช่กฎ แต่เป็นจุดที่คำสั่งซื้อขายมักตั้งอยู่

  4. 2.4

    อินดิเคเตอร์: MA, RSI, MACD, Bollinger

    ทั้งสี่ตัวเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์บนราคาที่ผ่านมา แสดงเป็นเส้น การรู้ว่าคำนวณแบบใดบอกคุณว่าอินดิเคเตอร์ตอบสนองต่ออะไรได้และไม่ได้

  5. 2.5

    ระดับฟีโบนัชชี

    เครื่องมือที่แบ่งการเคลื่อนไหวออกเป็นสัดส่วนคงที่ สิ่งที่มันทำเครื่องหมายจริงคือจุดที่เทรดเดอร์จำนวนมากลากเส้นเดียวกัน

  6. 2.6

    ไพรซ์แอ็กชัน: เทรดโดยไม่ใช้อินดิเคเตอร์

    การอ่านกราฟจากโครงสร้าง — จุดสูง จุดต่ำ กรอบ และการเบรก — แทนที่จะอ่านจากเส้นที่คำนวณมา

  7. 2.7

    สมาร์ทมันนี่: ออร์เดอร์บล็อก, FVG, สภาพคล่อง

    คำศัพท์ที่สร้างจากจุดที่สันนิษฐานว่าคำสั่งขนาดใหญ่อยู่ คำศัพท์เหล่านี้เจาะจง แต่ข้อสันนิษฐานที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือสิ่งที่ต้องเข้าใจ

  8. 2.8

    ทองคำ (XAU/USD): ต่างจากสกุลเงินอย่างไร

    ขนาดสัญญาต่าง พิปต่าง ช่วงกว้างกว่า การคำนวณความเสี่ยงต่อการเทรดเปลี่ยนไปตามทั้งสามอย่าง

  9. 2.9

    คริปโต CFD: บิตคอยน์โดยไม่ต้องมีกระเป๋า

    คุณเทรดราคา ไม่ใช่เหรียญ: ไม่มีกระเป๋า ไม่มีการโอน แต่มีชั่วโมงสุดสัปดาห์ สเปรดกว้างขึ้น และค่าธรรมเนียมการถือครองของตัวเอง

  10. 2.10

    ดัชนีและ CFD หุ้น

    CFD ดัชนีเคลื่อนไหวตามตะกร้า ส่วน CFD หุ้นตามบริษัทเดียว ทั้งคู่มีชั่วโมงซื้อขาย เงินปันผล และเหตุการณ์องค์กรที่คู่สกุลเงินไม่มี

  11. 2.11

    สแคลปิง: ทำไมต้นทุนตัดสินผลลัพธ์

    ที่ไม่กี่พิปต่อการเทรด สเปรดและค่าคอมมิชชันคือผลลัพธ์ส่วนใหญ่ บทเรียนคือการคำนวณ ก่อนเทคนิค

  12. 2.12

    เดย์เทรด

    เปิดและปิดสถานะภายในเซสชันเดียว: ไม่มีสวอป แต่ทุกการตัดสินใจทำขณะตลาดเคลื่อนไหว

  13. 2.13

    สวิงและโพซิชันเทรด

    ถือหลายวันหรือหลายสัปดาห์ย้ายต้นทุนจากสเปรดไปเป็นสวอป และย้ายความเสี่ยงจากเซสชันเดียวไปเป็นช่องว่างข้ามคืน

  14. 2.14

    เซสชัน ข่าว และปฏิทิน

    คู่เงินเคลื่อนไหวจริงในชั่วโมงใด และการประกาศตามกำหนดใดทำให้สเปรดกว้างพอที่จะกระทบสต็อป

  15. 2.15

    แผน บันทึก และการทดสอบย้อนหลัง

    สามสิ่งที่เขียนไว้: สิ่งที่คุณจะทำ สิ่งที่คุณทำ และสิ่งที่กฎจะทำก่อนคุณใช้มัน

สิ่งที่ทำได้หลังจบระดับนี้

ก่อนเริ่มระดับนี้ คุณอาจดูกราฟแล้วเห็นแค่เส้นขึ้นลงที่วุ่นวาย ไม่รู้ว่าต้องมองตรงไหนก่อน หลังจบระดับนี้ คุณจะเปิดกราฟ USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 แล้วบอกได้ว่ากราฟกำลังเล่าอะไรในกรอบเวลาที่เลือก และอะไรที่ยังบอกไม่ได้ คุณจะแยกได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริงบนกราฟ กับอะไรคือการตีความของคุณเอง

คุณจะรู้จักเครื่องมือพื้นฐาน เช่น เส้นค่าเฉลี่ย RSI MACD และ Bollinger ว่ามันคำนวณจากอะไร และข้อจำกัดของมันคืออะไร คุณจะไม่ใช้มันเป็นสัญญาณซื้อขาย แต่ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สิ่งสำคัญคือคุณจะเข้าใจว่าอินดิเคเตอร์ทุกตัวมาจากราคาย้อนหลัง จึงไม่รู้อนาคต

คุณจะเข้าใจความต่างระหว่างคู่สกุลเงินกับสินค้าอื่น เช่น ทองคำ ดัชนี และคริปโต CFD ว่ามีชั่วโมงซื้อขาย ขนาดสัญญา และความผันผวนไม่เหมือนกัน คุณจะรู้ว่าการเทรด USD/THB กับการเทรดบิตคอยน์ผ่าน CFD ให้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน และทำไมต้องอ่านข้อกำหนดของแต่ละสินค้าก่อน

สุดท้าย คุณจะรู้จักสไตล์การเทรดแบบสแคลปิง เดย์เทรด และสวิงเทรด ว่าต่างกันที่ระยะเวลาถือและต้นทุนการซื้อขาย และคุณจะเริ่มทำแผน บันทึก และทดสอบย้อนหลังด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ทำให้คุณไม่เทรดแบบเดาสุ่ม

ลำดับความคิดที่คอร์สนี้วางไว้

ระดับนี้เริ่มจากสิ่งที่มองเห็นก่อน คือกราฟและกรอบเวลา คุณจะเรียนรู้ว่าแท่งเทียนหนึ่งแท่งเกิดจากราคาเปิด สูง ต่ำ และปิด ภายในช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นจึงต่อด้วยแนวโน้ม แนวรับ และแนวต้าน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ราคาเคลื่อนที่อยู่ภายใน เมื่อเข้าใจโครงสร้างแล้ว จึงค่อยเพิ่มอินดิเคเตอร์เข้ามาช่วยอ่านจังหวะ

หลังจากนั้น คอร์สจะพาไปรู้จักเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ระดับฟีโบนัชชี ไพรซ์แอ็กชัน และแนวคิดสมาร์ทมันนี่ ซึ่งเป็นมุมมองที่พยายามอธิบายว่าออร์เดอร์ขนาดใหญ่ทิ้งร่องรอยไว้บนกราฟอย่างไร ลำดับนี้สำคัญเพราะถ้าข้ามไปใช้เครื่องมือซับซ้อนโดยไม่เข้าใจกราฟพื้นฐาน จะทำให้ตีความผิดได้ง่าย

เมื่ออ่านกราฟได้แล้ว จึงค่อยเปรียบเทียบสินค้า ทองคำ ดัชนี และคริปโต CFD มีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากคู่สกุลเงิน เช่น ทองคำมักอ่อนไหวต่อข่าวเศรษฐกิจโลก ส่วนคริปโตซื้อขายได้ตลอดวันและผันผวนสูง จากนั้นจึงนำไปสู่สไตล์การเทรดและต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดว่ากลยุทธ์หนึ่งจะได้ผลจริงหรือไม่

ปิดท้ายด้วยเซสชัน ข่าว และปฏิทินเศรษฐกิจ เพราะเวลาและข่าวมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา และสุดท้ายคือแผน บันทึก และการทดสอบย้อนหลัง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้คุณรู้ว่าวิธีของคุณได้ผลจริงหรือแค่รู้สึกว่าได้ผล

จุดที่คนมักติด และเวลาที่ต้องใช้จริง

จุดที่คนมักติดในระดับนี้คือการพยายามจำรูปแบบแท่งเทียนหรือสัญญาณอินดิเคเตอร์โดยไม่เข้าใจบริบท ตัวอย่างเช่น RSI ที่บอกว่าซื้อมากเกินไปไม่ได้หมายความว่าราคาจะกลับตัวทันที ในตลาดที่มีแนวโน้มแข็ง ราคาสามารถอยู่ในโซนนั้นได้นาน อีกจุดที่พบบ่อยคือการอ่านกรอบเวลาเดียวแล้วสรุปทั้งตลาด โดยไม่ดูกรอบใหญ่กว่าประกอบ

อีกสิ่งที่ทำให้สับสนคือสินค้าต่างชนิดกันมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน ทองคำอาจขยับแรงช่วงข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ USD/THB อาจเงียบในช่วงนั้นแต่ขยับตามนโยบายในประเทศ คริปโต CFD ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่สภาพคล่องอาจบางในบางช่วง ทำให้สเปรดกว้างขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎตายตัว แต่เป็นความต่างที่ต้องสังเกตและปรับวิธีอ่าน

เรื่องเวลาที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับพื้นฐานและเวลาที่คุณมีต่อสัปดาห์ โดยทั่วไปผู้เรียนที่เริ่มจากศูนย์และเรียนสัปดาห์ละ 3 ถึง 5 ชั่วโมง อาจใช้เวลาประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์เพื่อจบระดับนี้และทำแบบฝึกหัดได้ครบ แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการฝึกอ่านกราฟซ้ำ ๆ และจดบันทึกสิ่งที่เห็น

อ่านราคา USD/THB ให้เป็นตัวเลขก่อนลงมือ

ที่ราคา 36.4500 ตัวเลขหลังจุดทศนิยมตำแหน่งที่สี่คือจุดที่ต้นทุนเริ่มขยับ หนึ่งไปป์สำหรับ USD/THB เท่ากับ 0.0001 บาทต่อหนึ่งหน่วยดอลลาร์ ถ้าขนาดสัญญาที่โบรกเกอร์กำหนดคือ 1,000 หน่วย มูลค่าหนึ่งไปป์จะเท่ากับ 0.1 บาท และคิดเป็น 10 บาทเมื่อขนาดสัญญาคือ 100,000 หน่วย ตัวเลขนี้แตกต่างกันไปตามโบรกเกอร์ จึงต้องอ่านจากตารางสัญญาของแต่ละแห่งเอง

ส่วนต่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายคือค่าใช้จ่ายที่เกิดทันทีที่เปิดสถานะ ถ้าส่วนต่างเท่ากับ 20 ไปป์ บนขนาด 100,000 หน่วย ต้นทุนเปิดสถานะคือ 200 บาท ราคาต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง 20 ไปป์ก่อนที่สถานะจะเริ่มมีกำไร ค่าธรรมเนียมและอัตราสวอปเป็นอีกส่วนที่บวกเข้าไป และแต่ละโบรกเกอร์คิดไม่เท่ากัน

การฝากและถอนเงินในประเทศไทยมักทำผ่านการโอนธนาคารและ PromptPay ขั้นตอนนี้ใช้เวลาต่างกันในแต่ละแห่ง และอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้แปลงเงินบาทอาจไม่ใช่ราคาบนแผนภูมิโดยตรง การวางแผนจึงควรเผื่อส่วนนี้ไว้ด้วย ไม่ใช่คิดเฉพาะกำไรขาดทุนบนกราฟ

วิธีฝึกที่ตรงไปตรงมาคือเปิดบัญชีทดลอง ตั้งขนาดสถานะเดียวกับที่ตั้งใจใช้จริง แล้วจดตัวเลขสามค่าทุกครั้งที่เปิดสถานะ คือมูลค่าไปป์ ต้นทุนส่วนต่าง และค่าธรรมเนียม เมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้ครบสิบครั้ง ภาพรวมต้นทุนต่อเดือนจะชัดขึ้นโดยไม่ต้องคาดเดา

SEC Thailand กำกับดูแลผู้ให้บริการในประเทศ แต่การซื้อขาย CFD มีความเสี่ยงสูงและผลลัพธ์ไม่แน่นอน ตัวเลขทุกตัวในหน้านี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันได้

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้คือลำดับที่คุณจะใช้ทำความเข้าใจระดับนี้ทีละส่วน คุณจะเริ่มจากการตั้งค่ากราฟ แล้วค่อยเพิ่มเครื่องมือและทดลองกับสินค้าที่ต่างกัน

  1. 01

    ตั้งค่ากราฟ USD/THB บนแพลตฟอร์ม

    เปิดกราฟ USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 และเลือกกรอบเวลาเริ่มต้นที่ 1 ชั่วโมงกับ 15 นาที ตรวจสอบว่ากราฟแสดงแท่งเทียนครบตามที่ต้องการ และปรับให้เห็นแนวรับแนวต้านชัดเจน บันทึกภาพหน้าจอไว้เพื่อเทียบกับวันถัดไป

  2. 02

    ฝึกอ่านแท่งเทียนและโครงสร้างราคา

    ดูแท่งเทียน 20 แท่งล่าสุด แล้วเขียนว่าราคาเปิด สูง ต่ำ ปิดอยู่ตรงไหนของแท่ง ระบุว่าแนวโน้มหลักกำลังขึ้น ลง หรือ sideways โดยดูจากจุดสูงสุดและต่ำสุดที่ทำได้ ทำซ้ำกับกรอบเวลา 4 ชั่วโมงเพื่อดูภาพใหญ่

  3. 03

    เพิ่มอินดิเคเตอร์ทีละตัว

    เพิ่มเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 และ 50 แล้วสังเกตว่ามันตัดกันบ่อยแค่ไหนในกรอบเวลาที่เลือก จากนั้นเพิ่ม RSI และ MACD เพื่อดูว่ามันให้ข้อมูลอะไรเพิ่มจากราคาโดยตรง อย่าใช้มันเป็นสัญญาณซื้อขาย แต่ใช้ถามว่าราคากำลังทำอะไร

  4. 04

    เปรียบเทียบสินค้าคนละชนิด

    เปิดกราฟทองคำ ดัชนี และคริปโต CFD เทียบกับ USD/THB ในกรอบเวลาเดียวกัน สังเกตความกว้างของแท่งเทียน ช่วงเวลาที่ซื้อขาย และความถี่ของการเกิดช่องว่างราคา จดความต่างที่เห็นไว้ในบันทึกของคุณ

  5. 05

    ทดลองสไตล์การเทรดบนกระดาษ

    เลือกสไตล์หนึ่ง เช่น เดย์เทรดหรือสวิงเทรด แล้วจดรายการสมมติ 10 รายการโดยไม่ใช้เงินจริง กำหนดจุดเข้า จุดออก และขนาดความเสี่ยงล่วงหน้า คำนวณต้นทุนค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันตามที่โบรกเกอร์ของคุณระบุ ซึ่งแต่ละแห่งไม่เท่ากัน

  6. 06

    ทำแผน บันทึก และทดสอบย้อนหลัง

    เขียนแผนสั้น ๆ หนึ่งหน้า ระบุเงื่อนไขเข้า เงื่อนไขออก และจำนวนเงินที่ยอมเสียต่อรายการได้ ทดสอบย้อนหลังกับข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 50 ตัวอย่าง แล้วจดผลลัพธ์ทุกครั้งโดยไม่แก้ไขกฎระหว่างทาง ใช้บันทึกนี้ดูว่าจุดอ่อนของคุณคืออะไร

คำถามที่มักตามมา

อ่านระดับนี้จบแล้วต้องกลับไปทบทวนระดับแรกอีกไหม

ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่ควรกลับไปเปิดระดับแรกเมื่อเจอคำที่ไม่แน่ใจ เช่น ราคาเสนอซื้อ ราคาเสนอขาย หรือสเปรด เพราะคำเหล่านี้ถูกใช้ตลอดระดับนี้โดยไม่หยุดอธิบายซ้ำ หากอ่านระดับนี้แล้วรู้สึกว่าตามไม่ทัน ให้กลับไปทบทวนเฉพาะบทที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องอ่านทั้งระดับใหม่ การทบทวนเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้หมายความว่าคุณทำอะไรผิด

ต้องมีเงินเท่าไรจึงจะเริ่มฝึกอ่านกราฟได้

การอ่านกราฟไม่ต้องใช้เงินเลย คุณเปิดกราฟ USD/THB ดูได้ฟรีผ่านแพลตฟอร์มหลายเจ้า และใช้บัญชีทดลองซ้อมได้โดยไม่ใส่เงินจริง สิ่งที่ต้องใช้จริงคือเวลาและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทุน ตัวเลขทุนขั้นต่ำแตกต่างกันมากในแต่ละโบรกเกอร์ และขึ้นอยู่กับสินค้าที่เลือกด้วย จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

ทำไมตัวอย่างในบทเรียนใช้ USD/THB แทนคู่สกุลเงินอื่น

เพราะผู้อ่านในประเทศไทยคุ้นกับค่าเงินบาทอยู่แล้ว และเห็นราคาในชีวิตประจำวันบ่อย ทำให้เชื่อมโยงกับบทเรียนได้ง่าย ราคาอ้างอิงที่ใช้คือราว 36.4500 ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายการคำนวณ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าราคาจะไปทางไหน คู่สกุลเงินอื่นมีหลักการอ่านกราฟเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาดการเคลื่อนไหวและค่าธรรมเนียม

อินดิเคเตอร์ตัวไหนดีที่สุด

คำถามนี้มักนำไปสู่การลองเปลี่ยนอินดิเคเตอร์ไปเรื่อย ๆ โดยไม่จบ เพราะทุกตัวคำนวณจากราคาย้อนหลังเหมือนกัน ต่างกันแค่สูตรและความไว ตัวที่เหมาะกับคุณคือตัวที่คุณอธิบายได้ว่ามันกำลังบอกอะไร และรู้ว่ามันผิดพลาดเมื่อไร ระดับนี้จึงไม่สอนให้ใช้เป็นสัญญาณซื้อขาย แต่สอนให้ใช้เป็นข้อมูลประกอบ

ทำไมต้องเรียนเรื่องต้นทุนการซื้อขายด้วย

เพราะต้นทุนถูกหักทุกครั้งที่เปิดและปิดสถานะ ไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุน ยิ่งถือสถานะสั้นลง จำนวนครั้งที่จ่ายต้นทุนก็ยิ่งมากขึ้น จนอาจมากกว่าที่คาดไว้ตอนวางแผน สเปรดและค่าธรรมเนียมแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า จึงควรอ่านข้อกำหนดจริงก่อนคำนวณ

ใช้เวลานานเท่าไรจึงจะอ่านกราฟคล่อง

ไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับเวลาที่อ่านจริงต่อวันและจำนวนกราฟที่ดู สิบห้าบทเรียนในระดับนี้ใช้เวลาอ่านไม่นาน แต่การทำให้อ่านคล่องต้องดูกราฟซ้ำหลายรอบในหลายวัน แนะนำให้ตั้งเวลาอ่านสั้น ๆ แต่ทำทุกวัน มากกว่าอ่านยาวครั้งเดียวแล้วเว้นหลายวัน

คำที่ใช้ในหน้านี้

กรอบเวลา
ช่วงเวลาที่แท่งเทียนหนึ่งแท่งแทน เช่นหนึ่งนาที หนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งวัน กรอบเวลาเดียวกันของสินค้าเดียวกันให้ภาพไม่เหมือนกันเมื่อเปลี่ยนกรอบ
แนวรับ
ระดับราคาที่เคยมีแรงซื้อเข้ามาจนราคาหยุดลง แล้วเด้งกลับขึ้นไป มันเป็นพื้นที่ ไม่ใช่เส้นตรงเส้นเดียว และสามารถถูกทะลุได้
อินดิเคเตอร์
ค่าที่คำนวณจากราคาย้อนหลังแล้ววาดเป็นเส้นหรือแท่งบนกราฟ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยหรือ RSI มันสรุปอดีต ไม่ได้รู้อนาคต
ความผันผวน
ขนาดของการแกว่งขึ้นลงของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง สินค้าที่ผันผวนสูงจะเคลื่อนไหวกว้างกว่าในเวลาที่เท่ากัน
ทดสอบย้อนหลัง
การนำวิธีของคุณไปไล่ดูกับข้อมูลราคาในอดีต เพื่อดูว่ามันเคยทำงานอย่างไร โดยไม่ใช้เงินจริง
สเปรด
ส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณซื้อได้กับราคาที่คุณขายได้ เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเปิดสถานะ ขนาดของสเปรดแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า

สิ่งที่ควรจดจำ

  • ระดับนี้ไม่ได้สอนให้คุณทายราคา แต่สอนให้คุณแยกแยะระหว่างสิ่งที่กราฟบอกกับสิ่งที่คุณคิดไปเอง
  • ทุกเครื่องมือในระดับนี้มาจากราคาย้อนหลัง จึงใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
  • สินค้าต่างกันมีชั่วโมงซื้อขาย ขนาดสัญญา และความผันผวนไม่เหมือนกัน ต้องอ่านข้อกำหนดก่อนคำนวณ
  • อ่านให้จบทีละบทแล้วกลับมาดูกราฟจริงซ้ำ ๆ ความคล่องมาจากการทำซ้ำ ไม่ใช่จากการอ่านครั้งเดียว

สรุปฉบับพิมพ์

ทุกบทเรียนในระดับนี้รวมอยู่ในไม่กี่หน้า พร้อมตัวอย่างการคำนวณ สำหรับอ่านนอกจอ

ดาวน์โหลด · PDF · 15
เริ่มที่บทเรียนแรกถ้ายังใหม่ ถ้าคุณมีบัญชีอยู่แล้ว ระดับ 3 คือระดับที่ทำให้บัญชีอยู่รอดPloyไกด์หลักสูตรของคุณ