03 · ระดับ 3ขนาดโพซิชัน การขาดทุนสะสม การเรียกหลักประกัน และนิสัยที่ทำให้บัญชีหมดเร็วที่สุด สิบสองบทเรียน
ความเสี่ยงและจิตใจ: บัญชีอยู่รอดได้อย่างไร
- 3.1
ความเสี่ยงต่อการเทรด: กฎ 1-2%
ตัดสินใจจำนวนเงินที่คุณเสียได้ในการเทรดหนึ่งครั้งก่อนตัดสินใจอย่างอื่น ทุกอย่างที่ตามมา — ขนาด สต็อป เป้าหมาย — มาจากตัวเลขนั้น
- 3.2
การคำนวณขนาดสถานะ
ความเสี่ยงเป็นเงิน หารด้วยระยะสต็อปเป็นพิป หารด้วยมูลค่าพิป สามตัวเลขที่คุณมีอยู่แล้ว ตามลำดับนั้น
- 3.3
ความเสี่ยงและผลตอบแทน
อัตราส่วนระหว่างสต็อปและเป้าหมายส่งผลต่ออัตราการชนะที่คุณต้องการอย่างไร การคำนวณตายตัว แต่อัตราส่วนที่คุณได้จริงไม่ตายตัว
- 3.4
การลดลงของทุนและช่วงขาดทุนติดต่อกัน
บัญชีลดลงจากจุดสูงสุดเท่าใด และทำไมการขาดทุนติดต่อกันจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีอะไรเสียหาย
- 3.5
การเรียกหลักประกันและการบังคับปิดสถานะ
สองระดับที่โบรกเกอร์เตือนคุณแล้วปิดสถานะของคุณ และตัวเลขที่ทำให้บัญชีไปถึงระดับนั้น
- 3.6
ความกลัว ความโลภ และ FOMO
สามสภาวะที่เทรดเดอร์ละเมิดกฎของตัวเอง และแต่ละสภาวะรู้สึกอย่างไรจากภายในขณะที่มันเกิดขึ้น
- 3.7
การเทรดมากเกินไปและการไล่ตามขาดทุน
สองรูปแบบที่เปลี่ยนการเทรดเสียหนึ่งครั้งให้เป็นสัปดาห์ที่แย่: การเทรดบ่อยกว่าที่แผนอนุญาต และการเพิ่มขนาดเพื่อเอาคืน
- 3.8
วินัย: กฎที่คุณไม่ละเมิด
กิจวัตรสั้นๆ ที่เขียนไว้ก่อน ระหว่าง และหลังเซสชัน — ส่วนของการเทรดที่เหมือนเดิมทุกวัน
- 3.9
สัญญาณ หุ่นยนต์ และการคัดลอกการเทรด
สามวิธีในการมอบการตัดสินใจให้คนอื่น สิ่งที่แต่ละวิธีคัดลอกจริงๆ และอะไรที่ยังเป็นความเสี่ยงของคุณเสมอ
- 3.10
การตรวจสอบโบรกเกอร์ในทะเบียนท้องถิ่น
ทะเบียนอยู่ที่ไหน พิมพ์อะไรลงไป และคำตอบแบบใดหมายความว่าสิทธิ์นั้นไม่ครอบคลุมสิ่งที่คุณถูกเสนอ
- 3.11
ภาษีจากการเทรดในประเทศของคุณ
หน่วยงานใดต้องการทราบผลการเทรด รายได้ประเภทใดที่ถือว่าเป็น และต้องเก็บบันทึกอะไรตั้งแต่เริ่มต้น
- 3.12
การถอนเงินของคุณออก
เส้นทางการถอนเงินใช้เวลานานแค่ไหนในแต่ละขั้นตอน และการตรวจสอบใดที่ทำให้หยุดชะงัก
สิ่งที่คุณทำได้เมื่อจบระดับนี้
ก่อนเริ่มระดับนี้ หลายคนเปิดโพซิชันโดยดูแค่ว่าเงินในบัญชีมีเท่าไร แล้วกดซื้อหรือขายเต็มจำนวนนั้น ระดับนี้สอนให้คุณคิดย้อนกลับ คือกำหนดก่อนว่าถ้าเทรดผิดจะยอมเสียเท่าไร แล้วค่อยคำนวณว่าเงินจำนวนนั้นคิดเป็นขนาดโพซิชันเท่าใดในคู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500
เมื่อจบระดับนี้ คุณจะตอบได้ด้วยตัวเองว่าการเทรดหนึ่งครั้งควรเสี่ยงกี่บาท คิดจากส่วนต่างราคาที่คุณยอมรับได้ ไม่ใช่จากความมั่นใจว่าทิศทางจะไปทางไหน ตัวอย่างเช่น ถ้าบัญชีมี 50,000 บาท และยอมเสี่ยง 1% คือ 500 บาท ตัวเลขนี้จะกำหนดขนาดโพซิชันของคุณ ไม่ใช่กำหนดจากจำนวนเงินที่อยากได้กำไร
คุณจะเห็นด้วยว่าการขาดทุนหลายครั้งติดกันเป็นเรื่องปกติทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนตัว เมื่อรู้แบบนี้ คุณจะวางแผนล่วงหน้าว่าถ้าบัญชีลดลงถึงระดับหนึ่งจะทำอะไร แทนที่จะตัดสินใจตอนกำลังเสียเงิน ซึ่งเป็นตอนที่ตัดสินใจได้แย่ที่สุด
ลำดับความคิดที่ต่อกันในสิบสองบทเรียน
แนวคิดเริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุดก่อน คือความเสี่ยงของหนึ่งการเทรด เมื่อคุณกำหนดเพดานความเสี่ยงต่อครั้งได้แล้ว บทเรียนถัดไปจึงคำนวณขนาดโพซิชันจากเพดานนั้น ลำดับนี้สำคัญ เพราะการคำนวณขนาดก่อนกำหนดความเสี่ยงจะกลายเป็นการเดาตัวเลข
จากขนาดโพซิชัน ความคิดขยายไปที่ภาพรวมของบัญชี คือเมื่อขาดทุนหลายครั้งติดกัน เงินที่เหลือจะลดลงเร็วแค่ไหน ตัวเลขการลดลงของทุนทำให้เห็นว่าการเสี่ยง 1% ต่อครั้งกับ 5% ต่อครั้งให้ผลต่างกันมากเพียงใดในระยะยาว จากนั้นจึงเข้าสู่เรื่องการเรียกหลักประกัน ซึ่งเป็นจุดที่บัญชีถูกบังคับปิดหากเงินไม่พอค้ำโพซิชันที่เปิดอยู่
ครึ่งหลังของระดับนี้ย้ายจากตัวเลขไปที่พฤติกรรม เพราะแผนที่ดีที่สุดก็พังได้ถ้าคนกดปิดหรือเปิดโพซิชันด้วยอารมณ์ บทเรียนเรื่องความกลัว ความโลภ และการเทรดมากเกินไปอธิบายว่าอะไรทำให้คนละเมิดแผนของตัวเอง ส่วนบทเรียนเรื่องวินัย สัญญาณ หุ่นยนต์ และการคัดลอกการเทรดอธิบายว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้แทนการตัดสินใจของคุณ ปิดท้ายด้วยเรื่องที่คนมักข้าม คือการตรวจสอบว่าโบรกเกอร์อยู่ในทะเบียนใด การคิดภาษีตามกฎของประเทศคุณ และการถอนเงินออกจากบัญชีจริง
จุดที่คนมักสะดุดและเวลาที่ต้องใช้จริง
จุดที่สะดุดมากที่สุดคือการยอมรับตัวเลขความเสี่ยงต่ำ คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเสี่ยง 1% ต่อครั้งนั้นน้อยเกินไปและโตช้า ความรู้สึกนี้ทำให้ขยับเพดานขึ้นเรื่อย ๆ จนแผนที่วางไว้ไม่เหลือความหมาย ระดับนี้จึงเน้นให้เห็นว่าการอยู่รอดของบัญชีสำคัญกว่าความเร็วในการทำกำไร
จุดสะดุดที่สองคือการคิดว่าการขาดทุนติดกันหลายครั้งหมายถึงระบบผิด เมื่อคุณเห็นตัวเลขจริงว่าความน่าจะเป็นแบบนี้เกิดได้บ่อยแค่ไหน คุณจะเลิกเปลี่ยนวิธีเทรดทุกครั้งที่ขาดทุนสองครั้งติดกัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนที่ทำลายผลลัพธ์มากกว่าตัวการขาดทุนเอง
เรื่องเวลาขึ้นอยู่กับคน ระดับนี้มีสิบสองบทเรียน ถ้าเรียนวันละหนึ่งบทเรียนและทำแบบฝึกคำนวณจริงด้วย จะใช้เวลาราวสองถึงสามสัปดาห์ การอ่านอย่างเดียวโดยไม่ลองคำนวณด้วยเงินสมมติของตัวเองจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น แต่จะไม่ได้ทักษะที่ระดับนี้ตั้งใจให้ เพราะการคำนวณขนาดโพซิชันเป็นสิ่งที่ต้องทำซ้ำจนเป็นนิสัย ไม่ใช่เรื่องที่อ่านครั้งเดียวแล้วจำได้
ทำไมตัวเลขในบัญชีจริงไม่ตรงกับที่คำนวณบนกระดาษ
เมื่อเปิดบัญชีจริงครั้งแรก หลายคนพบว่าผลลัพธ์ไม่ตรงกับที่ซ้อมไว้บนกระดาษ ทั้งที่ใช้กฎเดียวกันและคู่เงินเดียวกัน สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่วิธีคิด แต่อยู่ที่ต้นทุนที่มองไม่เห็นจากหน้าจอทดลอง ราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายห่างกันทุกครั้งที่เปิดและปิดสถานะ ค่าธรรมเนียมนั้นคิดเป็นสกุลเงินที่แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ จึงไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่ ค่าธรรมเนียมสวอปก็เช่นกัน ขึ้นกับโบรกเกอร์และทิศทางที่ถือสถานะ ค่าเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การคำนวณผิด แต่ทำให้กำไรสุทธิน้อยกว่าที่คิดไว้เสมอ
อีกจุดที่ทำให้ยอดไม่ตรงคือค่าเงินของบัญชี ตัวอย่าง USD/THB ที่ 36.4500 ให้ค่า pip ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานเท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะได้ประมาณ 364.50 บาท ตัวเลขนี้เปลี่ยนทุกครั้งที่อัตราแลกเปลี่ยนขยับ ถ้าบัญชีของคุณเป็นเงินบาทแต่คู่เงินที่เทรดเป็นดอลลาร์สหรัฐ คุณต้องแปลงกลับทุกครั้งที่คำนวณขนาดโพซิชัน ไม่ใช่คำนวณครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดปี
วิธีรับมือที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือเก็บบันทึกของตัวเอง แยกให้เห็นว่าผลลัพธ์แต่ละครั้งหักค่าอะไรไปเท่าไร แล้วเทียบกับตัวเลขบนกระดาษ บันทึกสิบถึงยี่สิบรายการก็เพียงพอที่จะเห็นรูปแบบ โดยไม่ต้องรอให้บัญชีโตก่อน การรู้ว่าตัวเลขหายไปไหนทำให้คุณตัดสินใจเรื่องขนาดโพซิชันได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าการเทรดควรได้เท่าไร
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่คุณทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดโพซิชันจริง เพื่อให้ตัวเลขในแต่ละบทเรียนผูกกับสถานการณ์ของคุณเอง
- 01
กำหนดเพดานความเสี่ยงของบัญชีคุณ
เขียนจำนวนเงินในบัญชีที่คุณตั้งใจใช้เรียนออกมาเป็นตัวเลขบาท แล้วคำนวณ 1% และ 2% ของจำนวนนั้น ตัวเลขสองค่านี้จะเป็นเพดานสูงสุดที่คุณยอมเสียต่อการเทรดหนึ่งครั้งตลอดระดับนี้ ถ้าบัญชีมี 50,000 บาท เพดาน 1% คือ 500 บาท และ 2% คือ 1,000 บาท
- 02
คำนวณขนาดโพซิชันจากส่วนต่างราคา
เลือกส่วนต่างราคาที่คุณยอมให้ราคาเคลื่อนสวนทางก่อนที่คุณจะยอมรับว่าคิดผิด แล้วหารเพดานความเสี่ยงด้วยส่วนต่างนั้น ผลลัพธ์คือขนาดโพซิชันของคุณในหน่วยเงิน ไม่ใช่จำนวนล็อตที่รู้สึกว่าพอดี ทำซ้ำกับคู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 จนคุณคำนวณได้โดยไม่ต้องดูตัวอย่าง
- 03
ทำตารางขาดทุนติดกัน
เขียนตัวเลขเงินในบัญชีลงไป แล้วหักเพดานความเสี่ยงออกทีละครั้งเป็นเวลาสิบครั้งติดกัน บันทึกว่าเหลือเท่าไรในแต่ละแถว ตารางนี้ทำให้เห็นด้วยตาว่าการเสี่ยง 5% ต่อครั้งกับ 1% ต่อครั้งต่างกันอย่างไรเมื่อเกิดช่วงขาดทุนยาว
- 04
แยกกฎที่คุณห้ามละเมิดออกจากคำแนะนำ
เขียนกฎของคุณสองคอลัมน์ คอลัมน์แรกคือสิ่งที่คุณจะไม่ทำเด็ดขาด เช่น ไม่เพิ่มขนาดหลังขาดทุน คอลัมน์ที่สองคือแนวทางที่ยืดหยุ่นได้ การแยกแบบนี้ทำให้คุณรู้ว่ากำลังละเมิดกฎหรือแค่ปรับวิธีตามสถานการณ์
- 05
ตรวจสอบโบรกเกอร์และช่องทางถอนเงินก่อนฝาก
ค้นหาชื่อโบรกเกอร์ในทะเบียนของ SEC Thailand ด้วยตัวเอง และอ่านเงื่อนไขการถอนเงินว่ามีขั้นตอนใด ใช้เวลากับข้อนี้ก่อนโอนเงิน ไม่ใช่หลังเกิดปัญหา การฝากผ่านธนาคารหรือ PromptPay ต้องมีหลักฐานทุกครั้งเพื่อใช้กระทบยอดในภายหลัง
- 06
ถามเรื่องภาษีกับผู้ที่รู้กฎจริง
ภาษีจากการเทรดขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทของรายได้ของคุณ จึงไม่ควรใช้ตัวเลขจากบทความทั่วไป ติดต่อหน่วยงานด้านภาษีหรือผู้ทำบัญชีเพื่อถามกรณีของคุณโดยตรง แล้วเก็บบันทึกการเทรดและหลักฐานการโอนไว้ให้ครบ
คำถามที่มักตามมา
หลังจบระดับนี้ ต้องใช้เงินเท่าไรจึงจะเริ่มเทรดได้
ระดับนี้ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ เพราะสิ่งที่กำหนดคือสัดส่วนความเสี่ยงต่อการเทรด ไม่ใช่ยอดเงินในบัญชี ถ้าบัญชีมี 50,000 บาท และยอมเสี่ยง 1% ต่อครั้ง ตัวเลขความเสี่ยงคือ 500 บาท ตัวเลขนี้เองที่กำหนดขนาดโพซิชันในคู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 ยอดเงินขั้นต่ำจึงขึ้นอยู่กับว่าโบรกเกอร์แต่ละรายกำหนดไว้เท่าใด ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง
ทำไมต้องคิดความเสี่ยงเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่คิดเป็นจำนวนบาทคงที่
เพราะจำนวนบาทคงที่มีความหมายต่างกันเมื่อขนาดบัญชีเปลี่ยนไป ถ้าบัญชีลดลงครึ่งหนึ่ง การเสี่ยง 500 บาทเท่าเดิมจะกลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้นทันที เปอร์เซ็นต์ทำให้เพดานความเสี่ยงปรับตามขนาดบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัวเลข 1% ของ 50,000 บาท คือ 500 บาท แต่ 1% ของ 25,000 บาท คือ 250 บาท ซึ่งเป็นคนละขนาดโพซิชันกัน
ถ้าขาดทุนติดกันหลายครั้ง ควรหยุดเทรดหรือเปลี่ยนวิธี
การขาดทุนติดกันหลายครั้งเป็นผลทางคณิตศาสตร์ที่เกิดได้ตามปกติ ไม่ได้แปลว่าวิธีที่ใช้ผิดเสมอไป ระดับนี้ให้วางแผนล่วงหน้าว่าถ้าบัญชีลดลงถึงระดับหนึ่งจะทำอะไร แทนที่จะตัดสินใจตอนกำลังเสียเงิน ซึ่งเป็นตอนที่ตัดสินใจได้แย่ที่สุด การเปลี่ยนวิธีทุกครั้งที่ขาดทุนสองครั้งติดกันมักทำลายผลลัพธ์มากกว่าการขาดทุนเอง
หุ่นยนต์เทรดหรือการคัดลอกการเทรดช่วยลดความเสี่ยงได้ไหม
เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้แทนการตัดสินใจของคุณ เพราะคนที่ตั้งค่าเริ่มต้นและเลือกว่าจะหยุดเมื่อใดยังเป็นคุณ สัญญาณจากที่อื่นก็เช่นกัน คุณยังต้องกำหนดเองว่าจะเสี่ยงเท่าใดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ระดับนี้จึงวางเรื่องนี้ไว้หลังบทเรียนเรื่องวินัย เพื่อให้เห็นว่ากฎที่คุณไม่ละเมิดสำคัญกว่าเครื่องมือ
การเรียกหลักประกันเกิดขึ้นเมื่อใด
การเรียกหลักประกันเกิดขึ้นเมื่อเงินในบัญชีไม่พอค้ำโพซิชันที่เปิดอยู่ โบรกเกอร์อาจบังคับปิดสถานะเพื่อจำกัดการขาดทุนที่เพิ่มขึ้น ระดับการเรียกหลักประกันและระดับบังคับปิดแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ จึงต้องอ่านเงื่อนไขของแต่ละแห่งเอง ขนาดโพซิชันที่คำนวณจากเพดานความเสี่ยงตั้งแต่ต้นคือสิ่งที่ลดโอกาสมาถึงจุดนี้
ถอนเงินออกจากบัญชีใช้ช่องทางใด และมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
ช่องทางที่ใช้กันทั่วไปในประเทศไทยคือการโอนผ่านธนาคารและ PromptPay ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์แต่ละราย จึงบอกเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ ระดับนี้จึงให้ตรวจสอบโบรกเกอร์ในทะเบียนของ SEC Thailand และดูเงื่อนไขการถอนก่อนฝากเงิน ไม่ใช่หลังฝากแล้ว ส่วนภาษีจากการเทรดเป็นไปตามกฎของประเทศคุณ ซึ่งควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- ขนาดโพซิชัน
- ปริมาณที่คุณเปิดในหนึ่งการเทรด คำนวณจากเพดานความเสี่ยงที่กำหนดไว้และส่วนต่างราคาที่ยอมรับได้ ไม่ได้คำนวณจากจำนวนเงินที่อยากได้กำไร
- การลดลงของทุน
- ส่วนที่เงินในบัญชีลดลงจากจุดสูงสุดเดิม ใช้ดูว่าการขาดทุนสะสมกินเงินไปเท่าใดแล้ว
- การเรียกหลักประกัน
- การที่โบรกเกอร์แจ้งว่ากเงินในบัญชีไม่พอค้ำโพซิชันที่เปิดอยู่ และอาจบังคับปิดสถานะ ระดับที่เรียกแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์
- FOMO
- ความรู้สึกกลัวว่าจะพลาดโอกาส จึงเข้าซื้อหรือขายตามผู้อื่นโดยไม่มีแผนรองรับ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ละเมิดกฎของตัวเอง
- วินัย
- การทำตามกฎที่ตั้งไว้แม้ตอนที่ตลาดทำให้รู้สึกอยากทำอย่างอื่น เป็นสิ่งที่ระดับนี้วางไว้หลังการคำนวณตัวเลขทั้งหมด
- ทะเบียนท้องถิ่น
- รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตจาก SEC Thailand การตรวจสอบชื่อโบรกเกอร์ในทะเบียนเป็นขั้นตอนก่อนฝากเงิน
สิ่งที่ควรจดจำ
- กำหนดก่อนว่ายอมเสียเท่าไรต่อการเทรดหนึ่งครั้ง แล้วค่อยคำนวณขนาดโพซิชันจากตัวเลขนั้น
- การขาดทุนติดกันหลายครั้งเป็นเรื่องปกติทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนตัว
- การเรียกหลักประกันและบังคับปิดสถานะคือจุดที่บัญชีไปไม่ถึงถ้าวางเพดานความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ต้น
- ตรวจสอบโบรกเกอร์ในทะเบียนของ SEC Thailand และดูเงื่อนไขการถอนก่อนฝากเงิน