คู่สกุลเงินและราคาเสนอ: 1.0850 หมายถึงอะไร
บทเรียนนี้แสดงวิธีอ่านราคาเสนอสองด้าน วิธีคำนวณส่วนต่าง และวิธีคิดว่าการเคลื่อนไหวหนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็นเงินบาทเท่าไร โดยใช้เงิน ฿ เป็นหน่วยตลอดบทเรียน
อ่านราคาเสนอสองด้านและคำนวณส่วนต่างเป็นบาท
ราคาเสนอที่ปรากฏบนหน้าจอมีสองด้านเสมอ ด้านแรกคือราคารับซื้อ ด้านที่สองคือราคาขาย ราคารับซื้อคือราคาที่ผู้ให้บริการรับซื้อสกุลเงินแรกจากคุณ ราคาขายคือราคาที่ผู้ให้บริการขายสกุลเงินแรกให้คุณ ทั้งสองราคาวางเรียงกันโดยมีเครื่องหมายทับคั่น ตัวเลขด้านซ้ายต่ำกว่าด้านขวาเสมอในตลาดปกติ
เมื่อคุณเปิดสถานะซื้อ คุณเข้าที่ราคาขาย เมื่อคุณเปิดสถานะขาย คุณเข้าที่ราคารับซื้อ ทันทีที่เปิดสถานะ มูลค่าของสถานะจะติดลบเท่ากับส่วนต่างระหว่างสองราคา ส่วนต่างนี้คือรายได้ของผู้ให้บริการ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บแยก คุณจึงไม่เห็นเป็นรายการหักในใบแจ้งยอด แต่ฝังอยู่ในราคาที่คุณเข้า
การแปลงส่วนต่างเป็นบาททำได้โดยนับจำนวนตำแหน่งทศนิยมสุดท้ายที่ต่างกัน แล้วคูณด้วยมูลค่าต่อจุดของล็อตที่ใช้จริง บน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ถ้าส่วนต่างคือ 0.0002 ซึ่งเท่ากับ 2 จุด ต้นทุนทันทีคือ 2 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿20 ตัวเลขนี้เกิดก่อนที่ราคาจะขยับเลย
ขนาดล็อตเปลี่ยนมูลค่าหนึ่งจุดอย่างไร
หนึ่งล็อตมาตรฐานบน USD/THB มีขนาด 100,000 หน่วยของสกุลเงินแรก มูลค่าหนึ่งจุดจึงเท่ากับ ฿10 ตามที่ระบุไว้แล้วในหน้าหลัก แต่ขนาดที่คุณใช้จริงมักเล็กกว่านั้นมาก ขนาดที่พบบ่อยคือหนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐาน และหนึ่งในร้อยของล็อตมาตรฐาน
ถ้าคุณใช้ขนาดหนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐาน มูลค่าหนึ่งจุดจะลดลงเหลือ ฿1 ถ้าคุณใช้ขนาดหนึ่งในร้อยของล็อตมาตรฐาน มูลค่าหนึ่งจุดจะลดลงเหลือ ฿0.10 การหารนี้ตรงไปตรงมา เพราะมูลค่าต่อจุดแปรผันตามขนาดสถานะแบบเส้นตรง คุณจึงคำนวณเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือใด
สมมติคุณใช้ขนาดหนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐาน และราคาเคลื่อนจาก 36.4500 เป็น 36.4520 ระยะทางคือ 0.0020 หรือ 20 จุด เมื่อคูณด้วย ฿1 ต่อจุด ผลลัพธ์คือ ฿20 ไม่ใช่ ฿200 ตัวเลขเดียวกันกับระยะทาง แต่ขนาดสถานะที่ต่างกันให้ผลต่างกันสิบเท่า
การรู้มูลค่าต่อจุดของขนาดที่คุณใช้จริงจึงสำคัญกว่าการจำตัวเลขของล็อตมาตรฐาน เพราะเป็นตัวเลขที่ปรากฏในผลลัพธ์จริงของคุณ
อ่านทศนิยมให้ครบตำแหน่งก่อนตัดสินใจ
คู่สกุลเงินต่างกันแสดงจำนวนตำแหน่งทศนิยมไม่เท่ากัน บางคู่แสดงสี่ตำแหน่ง บางคู่แสดงสองตำแหน่ง USD/THB ที่ 36.4500 แสดงสี่ตำแหน่ง ตำแหน่งสุดท้ายคือหลักที่หนึ่ง หลักถัดไปทางซ้ายคือหลักที่สิบ หลักที่หนึ่งร้อย และหลักที่หนึ่งพัน ตามลำดับ
เมื่อมีคนพูดว่าจุด พวกเขาหมายถึงการขยับหนึ่งตำแหน่งในหลักสุดท้ายของคู่นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งที่สี่เสมอไป คู่ที่แสดงสองตำแหน่งจะมีการขยับหนึ่งจุดที่มูลค่าต่างจากคู่ที่แสดงสี่ตำแหน่ง คุณจึงต้องดูก่อนว่าคู่นั้นแสดงกี่ตำแหน่ง
ตัวเลข 36.45 กับ 36.4500 เขียนต่างกันแต่ค่าเท่ากัน การเติมศูนย์ต่อท้ายไม่เปลี่ยนมูลค่า แต่เปลี่ยนความละเอียดที่ราคาแสดง ราคาที่แสดงสี่ตำแหน่งบอกการขยับเล็กกว่าได้ ราคาที่แสดงสองตำแหน่งปัดการขยับนั้นทิ้ง
การอ่านทศนิยมให้ครบจึงเป็นการรู้ว่าคุณกำลังวัดระยะทางด้วยหน่วยขนาดใด ก่อนจะคูณเป็นเงินบาท
ทำไมราคาที่เห็นจึงไม่ตรงกับที่ได้จริง
ราคาที่แสดงบนหน้าจอเป็นราคาล่าสุดที่ระบบบันทึกไว้ ไม่ใช่ราคาที่คำสั่งของคุณจะจับได้ เมื่อคุณกดยืนยัน คำสั่งจะเดินทางไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องและจับราคา ณ วินาทีนั้น ช่องว่างระหว่างสองเวลานี้ทำให้ราคาที่ได้ต่างจากที่เห็นได้เสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก เช่น ตอนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ หรือช่วงเปิดตลาดลอนดอนกับนิวยอร์กที่ปริมาณคำสั่งหนาแน่น
อีกจุดที่ทำให้ตัวเลขไม่ตรงคือสเปรดที่ขยายตัว ผู้ให้บริการสภาพคล่องจะ widen สเปรดเมื่อมีคำสั่งซื้อขายไม่สมดุลหรือมีข่าวใหญ่ ถ้าราคารับซื้อและราคาขายห่างกันมากขึ้น ส่วนต่างที่คุณจ่ายก็มากขึ้นตามไปด้วย บางโบรกเกอร์คิดค่าคอมมิชชันแยกจากสเปรด บางรายรวมไว้ในสเปรดแล้ว โครงสร้างค่าธรรมเนียมจึงต่างกันในแต่ละราย และควรอ่านเอกสารของโบรกเกอร์นั้นโดยตรง
สิ่งที่คุณควบคุมได้คือการรู้ล่วงหน้าว่าจะยอมรับความคลาดเคลื่อนได้แค่ไหน ก่อนส่งคำสั่ง ให้กำหนดราคาสูงสุดที่ยอมซื้อหรือราคาต่ำสุดที่ยอมขายไว้ในใจ ถ้าราคาที่ได้จริงหลุดจากกรอบนั้น ให้ยกเลิกคำสั่งแล้วรอจังหวะใหม่ การตั้งกรอบไว้ก่อนกดปุ่มช่วยให้คุณไม่ตัดสินใจตามอารมณ์ขณะราคาวิ่ง วิธีนี้ใช้ได้กับทุกขนาดล็อต และไม่ต้องพึ่งการคาดเดาทิศทาง
ทำไมราคาบนหน้าจอจึงขยับตลอดเวลา
ราคาเสนอไม่ได้ถูกกำหนดจากที่เดียว แต่มาจากการรวมคำสั่งซื้อและคำสั่งขายที่ส่งเข้ามาในตลาดตลอดเวลา เมื่อมีคำสั่งซื้อมากกว่าคำสั่งขาย ราคาขายมักขยับขึ้น และเมื่อมีคำสั่งขายมากกว่าคำสั่งซื้อ ราคารับซื้อมักขยับลง ดังนั้นตัวเลขบนหน้าจอจึงเปลี่ยนทุกวินาทีแม้ไม่มีใครทำอะไรเลย
ช่วงที่ตลาดคึกคัก ราคาจะขยับถี่และกว้างกว่าช่วงที่ตลาดเงียบ เพราะมีคำสั่งเข้ามามากและขนาดใหญ่กว่า ช่วงเวลาที่ตลาดการเงินสำคัญเปิดทำการจึงมักมีจำนวนจุดที่ราคาเคลื่อนไหวต่อนาทีสูงกว่าช่วงอื่น จำนวนจุดนี้ไม่คงที่และแตกต่างกันในแต่ละวัน
เมื่อราคาขยับเร็ว ส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อและราคาขายมักกว้างขึ้นด้วย เพราะผู้ให้ราคาต้องป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนที่เพิ่มขึ้น ผลคือต้นทุนเปิดสถานะหนึ่งครั้งอาจสูงกว่าที่เห็นในเวลาปกติหลายเท่า ตัวเลขที่วัดไว้เมื่อวานจึงใช้แทนกันไม่ได้เสมอ
การรู้ว่าราคามาจากไหนไม่ได้ทำให้คาดเดาทิศทางได้ แต่ทำให้เข้าใจว่าทำไมตัวเลขที่เห็นจึงไม่นิ่ง และทำไมต้นทุนจริงจึงเปลี่ยนตามเวลา ควรเทียบส่วนต่างที่เห็นกับส่วนต่างในเวลาปกติของคู่นั้น เพื่อให้รู้ว่าขณะนั้นตลาดคึกคักกว่าปกติหรือไม่
ส่วนต่างสองตำแหน่งบน USD/THB คิดเป็น ฿20
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ราคาที่โบรกเกอร์รับซื้อ (bid) | 36.4498 | ราคาที่คุณขาย USD/THB ได้ |
| ราคาที่โบรกเกอร์ขาย (ask) | 36.4500 | ราคาที่คุณซื้อ USD/THB ได้ |
| ส่วนต่าง (spread) | 0.0002 | 36.4500 ลบ 36.4498 |
| มูลค่าหนึ่งจุดบนหนึ่งล็อตมาตรฐาน | ฿10 | 100,000 คูณ 0.0001 |
| มูลค่าส่วนต่างบนหนึ่งล็อตมาตรฐาน | ฿20 | 0.0002 หาร 0.0001 ได้ 2 จุด คูณ ฿10 |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม เพิ่มค่าคอมมิชชัน หรือคิดค่าสวอปต่างกัน ตัวเลขส่วนต่างและค่าใช้จ่ายจึงแตกต่างกันไปในแต่ละราย ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์นั้นโดยตรง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้ทำครั้งเดียวตามลำดับ เพื่อให้คุณอ่านราคาเสนอคู่หนึ่งและรู้ว่าการขยับหนึ่งจุดคิดเป็นเงินบาทเท่าไรในขนาดสถานะของคุณ
- 01
ดูก่อนว่าคู่นั้นแสดงกี่ตำแหน่ง
เปิดหน้าจอราคาของคู่ที่ต้องการ แล้วนับจำนวนตำแหน่งทศนิยมที่แสดง USD/THB แสดงสี่ตำแหน่ง ตำแหน่งสุดท้ายคือหน่วยที่คุณจะใช้นับจุด จดจำนวนนี้ไว้ก่อนอ่านตัวเลขใด ๆ
- 02
แยกราคารับซื้อออกจากราคาขาย
หาตัวเลขสองตัวที่วางเรียงกัน ตัวซ้ายคือราคารับซื้อ ตัวขวาคือราคาขาย ตรวจว่าตัวซ้ายต่ำกว่าตัวขวา ถ้าไม่ใช่ ให้ตรวจว่าคุณอ่านคู่สกุลเงินกลับด้านหรือไม่
- 03
ลบเพื่อหาส่วนต่าง
นำราคาขายลบราคารับซื้อ ผลลัพธ์คือส่วนต่างในหน่วยของตำแหน่งสุดท้าย เช่น 36.4500 ลบ 36.4498 เท่ากับ 0.0002 นับจำนวนจุดจากผลลัพธ์นี้ ในที่นี้คือ 2 จุด
- 04
คูณด้วยมูลค่าต่อจุดของขนาดที่ใช้
นำจำนวนจุดคูณมูลค่าต่อจุดของขนาดสถานะจริง หนึ่งล็อตมาตรฐานคือ ฿10 ต่อจุด หนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐานคือ ฿1 ต่อจุด ผลลัพธ์คือต้นทุนทันทีเมื่อเปิดสถานะ
- 05
เทียบตัวเลขกับเอกสารของโบรกเกอร์
ตัวเลขในบทเรียนนี้เป็นตัวอย่างจากค่าที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ค่าที่ทุกโบรกเกอร์ใช้ โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม เพิ่มค่าคอมมิชชัน หรือคิดค่าสวอปต่างกัน ตรวจสอบตัวเลขจริงจากเอกสารของโบรกเกอร์นั้นโดยตรง
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนอ่านราคาเสนอเป็นตัวเลขเดียวแล้วคิดว่าเป็นราคาที่ตนจะซื้อหรือขายได้ทันที ความจริงมีสองราคาคือราคารับซื้อและราคาขาย และส่วนต่างคือต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเปิดสถานะ วิธีหลีกเลี่ยงคือให้ดูทั้งสองราคาก่อนคำนวณ แล้วแปลงส่วนต่างเป็นเงินบาทด้วยมูลค่าหนึ่งจุดของล็อตที่ใช้จริง เช่น 0.0002 บนหนึ่งล็อตมาตรฐานคือ ฿20 ไม่ใช่ตัวเลขที่มองข้ามได้ตรวจสอบตัวเอง
ถ้า USD/THB ราคารับซื้อ 36.4498 และราคาขาย 36.4500 ส่วนต่างคิดเป็นกี่บาทบนหนึ่งล็อตมาตรฐาน
ส่วนต่างคือ 36.4500 ลบ 36.4498 เท่ากับ 0.0002 หนึ่งจุดบนหนึ่งล็อตมาตรฐานคือ ฿10 ดังนั้น 0.0002 คือ 2 จุด คิดเป็น 2 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿20
ถ้าราคา USD/THB ขยับจาก 36.4500 เป็น 36.4520 การเคลื่อนไหวนี้คิดเป็นกี่บาทบนหนึ่งล็อตมาตรฐาน
ราคาขยับ 36.4520 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0020 ซึ่งคือ 20 จุด หนึ่งจุดบนหนึ่งล็อตมาตรฐานคือ ฿10 ดังนั้น 20 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿200
คำถามที่มักตามมา
ทำไมราคาที่เห็นบนหน้าจอจึงมีสองตัวเลขเรียงกัน
ตัวเลขด้านซ้ายคือราคารับซื้อ ด้านขวาคือราคาขาย ทั้งสองเป็นราคาที่ผู้ให้บริการเสนอพร้อมกัน ไม่ใช่ราคาเดียวที่คุณเลือกได้ตามใจ เมื่อคุณเปิดสถานะซื้อ คุณเข้าที่ราคาขาย เมื่อเปิดสถานะขาย คุณเข้าที่ราคารับซื้อ ช่องว่างระหว่างสองราคาคือส่วนต่าง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีที่สถานะเปิด
ทำไมผลลัพธ์ของฉันจึงติดลบทันทีที่เปิดสถานะ
เพราะคุณเข้า�ที่ราคาขายแต่ราคาที่ใช้ปิดสถานะคือราคารับซื้อ ซึ่งต่ำกว่า ช่องว่างนี้คือส่วนต่างที่ฝังอยู่ในราคา ไม่ได้ถูกหักเป็นรายการแยกในใบแจ้งยอด มูลค่าที่ติดลบจึงเท่ากับส่วนต่างคูณมูลค่าต่อจุดของขนาดที่คุณใช้จริง ราคาต้องขยับผ่านส่วนต่างก่อนที่สถานะจะกลับมาเท่าทุน
ถ้าฉันใช้ขนาดเล็กกว่าหนึ่งล็อตมาตรฐาน มูลค่าหนึ่งจุดคิดอย่างไร
มูลค่าต่อจุดแปรผันตามขนาดสถานะแบบเส้นตรง บน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานหนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ถ้าใช้หนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐาน มูลค่าหนึ่งจุดคือ ฿1 ถ้าใช้หนึ่งในร้อยของล็อตมาตรฐาน มูลค่าหนึ่งจุดคือ ฿0.10 คุณหารจากตัวเลขมาตรฐานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือใด
ตัวเลข 36.45 กับ 36.4500 ต่างกันหรือไม่
ค่าเท่ากัน การเติมศูนย์ต่อท้ายไม่เปลี่ยนมูลค่า แต่เปลี่ยนความละเอียดที่แสดง คู่ที่แสดงสี่ตำแหน่งมีการขยับหนึ่งจุดที่ตำแหน่งสุดท้ายของสี่ตำแหน่ง คู่ที่แสดงสองตำแหน่งก็มีการขยับหนึ่งจุดที่ตำแหน่งสุดท้ายของสองตำแหน่งเช่นกัน จึงต้องดูก่อนว่าคู่นั้นแสดงกี่ตำแหน่ง
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของฉันเท่ากับส่วนต่างเพียงอย่างเดียวหรือไม่
ไม่ใช่ โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม เพิ่มค่าคอมมิชชัน หรือคิดค่าสวอปต่างกัน ค่าใช้จ่ายจึงแตกต่างกันไปในแต่ละราย ตัวเลขส่วนต่างที่คำนวณได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์นั้นโดยตรง ไม่ควรใช้ตัวเลขจากที่อื่นแทน
ถ้าราคาเคลื่อนไปในทางที่ฉันเปิดสถานะ กำไรคิดเป็นบาทอย่างไร
นับจำนวนจุดที่ราคาเคลื่อนจากราคาที่คุณเข้า แล้วคูณด้วยมูลค่าต่อจุดของขนาดที่ใช้จริง สมมติเข้า�ที่ 36.4500 และราคาไปถึง 36.4520 ระยะทางคือ 20 จุด บนหนึ่งในสิบของล็อตมาตรฐาน มูลค่าต่อจุดคือ ฿1 ผลลัพธ์คือ ฿20 ตัวเลขนี้ยังไม่หักส่วนต่างที่จ่ายตอนเปิดสถานะ
คำที่ใช้ในหน้านี้
- ราคารับซื้อ
- ราคาที่ผู้ให้บริการรับซื้อสกุลเงินแรกจากคุณ เป็นตัวเลขด้านซ้ายของราคาเสนอ และต่ำกว่าราคาขายในตลาดปกติ
- ราคาขาย
- ราคาที่ผู้ให้บริการขายสกุลเงินแรกให้คุณ เป็นตัวเลขด้านขวาของราคาเสนอ คุณเข้าที่ราคานี้เมื่อเปิดสถานะซื้อ
- ส่วนต่าง
- ช่องว่างระหว่างราคารับซื้อกับราคาขาย เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเปิดสถานะ และเป็นรายได้ของผู้ให้บริการ
- จุด
- การขยับหนึ่งตำแหน่งในหลักทศนิยมสุดท้ายของคู่นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งที่สี่เสมอไป คู่ที่แสดงสองตำแหน่งก็มีจุดของตัวเอง
- ล็อตมาตรฐาน
- ขนาดสถานะมาตรฐานบน USD/THB เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินแรก มูลค่าหนึ่งจุดบนขนาดนี้คือ ฿10
- ค่าสวอป
- ค่าใช้จ่ายหรือเครดิตที่เกิดจากการถือสถานะข้ามคืน อัตราแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละคู่ ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์นั้น
สิ่งที่ควรจดจำ
- ราคาเสนอมีสองด้านเสมอ ด้านซ้ายคือราคารับซื้อ ด้านขวาคือราคาขาย และช่องว่างระหว่างสองราคาคือต้นทุนที่เกิดขึ้นทันที
- บน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ขนาดที่เล็กกว่านั้นลดหลั่นลงแบบเส้นตรง เช่น ฿1 และ ฿0.10
- จำนวนตำแหน่งทศนิยมไม่เท่ากันในแต่ละคู่ จุดจึงหมายถึงตำแหน่งสุดท้ายของคู่นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งที่สี่เสมอไป
- ค่าใช้จ่ายไม่ได้จบที่ส่วนต่าง โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม เพิ่มค่าคอมมิชชัน หรือคิดค่าสวอปต่างกัน