ข้ามไปยังเนื้อหา

แผน บันทึก และการทดสอบย้อนหลัง

อ่านตลาด: แผนภูมิ เครื่องมือ และสินค้าอ่าน 3 นาที
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ใน 3 นาทีในบทนี้คุณจะได้เรียนรู้ว่าการบันทึกแผน การบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และการทดสอบย้อนหลัง ช่วยให้คุณเห็นต้นทุนจริงของการเทรดเป็นเงินบาทได้อย่างไร ตัวอย่างจะใช้ USD/THB ที่ราคาประมาณ 36.4500 และคิดกำไรขาดทุนเป็น ฿ ทุกตัวเลข

เป้าหมายไม่ใช่การทำนายตลาด แต่คือการรู้ว่ากฎหนึ่งข้อ เมื่อทำ 50 ครั้งแล้ว ให้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าไร และมีจุดไหนที่ต้องแก้ก่อนนำไปใช้จริง

แผน1บันทึก2ทดสอบ3แผน · บันทึก · ทดสอบ
แผนภาพนี้เป็นเพียงภาพจำลอง แสดงสามช่องที่ต้องเขียนก่อนเทรด คือ สิ่งที่จะทำ สิ่งที่ทำจริง และสิ่งที่กฎจะทำ

อ่านตัวเลขทดสอบย้อนหลังเป็นบาท

การทดสอบย้อนหลังหนึ่งครั้งให้ตัวเลขสามชุดที่ต้องแยกออกจากกัน ชุดแรกคือราคาที่เข้าและออก ชุดที่สองคือ pips ที่ได้หรือเสีย ชุดที่สามคือจำนวนเงินบาทหลังหักต้นทุนทุกชนิด ตัวเลขชุดที่สามคือตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจ ไม่ใช่ชุดแรกหรือชุดที่สอง

สมมติว่าคุณเขียนกฎหนึ่งข้อว่าเข้าเมื่อราคาแตะ 36.4500 แล้วออกเมื่อได้ 15 pips หรือเสีย 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB มูลค่าต่อ pip อยู่ที่ประมาณ ฿10 ต่อ pip ต่อ 0.10 ล็อต ตัวเลขนี้มาจากขนาดสัญญา ไม่ได้มาจากการคาดเดา

ถ้ากฎนี้ทำ 50 ครั้ง ได้ 30 ครั้ง เสีย 20 ครั้ง ครั้งละ 15 pips ผลรวมก่อนต้นทุนคือ 30 x 15 x ฿10 = ฿4,500 ฝั่งที่เสียคือ 20 x 15 x ฿10 = ฿3,000 ผลต่างคือ ฿4,500 - ฿3,000 = ฿1,500 ตัวเลข ฿1,500 นี้ยังไม่ใช่กำไร เพราะยังไม่หักค่าคอมมิชชันและสเปรด

หักต้นทุนจริงต่อครั้งออกจากผลรวม

ต้นทุนที่ต้องหักมีอย่างน้อยสามรายการ ได้แก่ สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอปถ้าถือข้ามคืน แต่ละโบรกเกอร์คิดไม่เท่ากัน บางแห่งคิดค่าคอมมิชชันต่อล็อต บางแห่งรวมไว้ในสเปรด ดังนั้นตัวเลขต้นทุนในแผนของคุณต้องมาจากอัตราที่โบรกเกอร์ของคุณแจ้งไว้

จากตัวอย่างเดิม สมมติว่าค่าคอมมิชชันอยู่ที่ ฿100 ต่อครั้ง และทำ 50 ครั้ง รวมค่าคอมมิชชัน 50 x ฿100 = ฿5,000 เมื่อนำไปหักจากผลรวมก่อนต้นทุน ฿1,500 จะได้ ฿1,500 - ฿5,000 = -฿3,500 ผลลัพธ์ติดลบ แม้จำนวนครั้งที่ได้จะมากกว่าจำนวนครั้งที่เสีย

ถ้าสเปรดเฉลี่ยอยู่ที่ 2 pips ต่อครั้ง คิดเป็น 50 x 2 x ฿10 = ฿1,000 ต่อ 50 ครั้ง เมื่อรวมกับค่าคอมมิชชัน ฿5,000 ต้นทุนรวมคือ ฿6,000 หักจาก ฿1,500 จะเหลือ -฿4,500 ตัวเลขนี้คือคำตอบที่แท้จริงของคำถามว่ากฎนี้ทำเงินได้หรือไม่

จุดที่ต้องแก้ก่อนนำกฎไปใช้จริง

เมื่อเห็นตัวเลขติดลบ สิ่งแรกที่ต้องดูคือจำนวน pips ที่ได้ต่อครั้งเทียบกับต้นทุนต่อครั้ง ถ้าต้นทุนต่อครั้งคือ ฿100 และมูลค่าต่อ pip คือ ฿10 หมายความว่าต้องได้อย่างน้อย 10 pips เพียงเพื่อเท่าทุน ตัวเลขนี้เรียกว่าจุดคุ้มทุนต่อครั้ง

จุดที่สองที่ต้องดูคืออัตราการได้เมื่อเทียบกับขนาดที่เสีย ถ้ากฎได้ 30 ครั้ง เสีย 20 ครั้ง แต่ครั้งที่เสีย 15 pips เท่ากับครั้งที่ได้ กำไรก่อนต้นทุนจะบางมาก การเพิ่มขนาด pips ที่ได้ต่อครั้งหรือลดขนาดที่เสียต่อครั้งมีผลมากกว่าการเพิ่มจำนวนครั้ง

จุดที่สามคือความสม่ำเสมอของผลลัพธ์ ถ้าผลรวม 50 ครั้งมาจากการได้ 10 ครั้งติดกันในตอนต้น แล้วที่เหลือขาดทุนทั้งหมด ตัวเลขรวมอาจดูดีแต่ไม่สะท้อนพฤติกรรมจริง ควรจดลำดับของผลลัพธ์ด้วย ไม่ใช่แค่ผลรวม เพื่อดูว่ากฎทนต่อช่วงขาดทุนต่อเนื่องได้หรือไม่

ทำไมต้องเขียนแผนไว้ก่อนที่ราคาจะขยับ

แผนคือกระดาษหนึ่งแผ่นที่เขียนไว้ก่อนเปิดคำสั่งซื้อขาย ใจความมีสามบรรทัด บรรทัดแรกบอกว่าเข้าเมื่อเงื่อนไขใด บรรทัดที่สองบอกว่าออกเมื่อใดทั้งตอนได้และตอนเสีย บรรทัดที่สามบอกว่าขาดทุนได้ไม่เกินเท่าไรต่อครั้ง ตัวเลขทุกตัวเขียนเป็น ฿ ไม่ใช่เขียนว่า นิดหน่อย หรือ พอสมควร เพราะตัวเลขที่คลุมเครือจะถูกตีความใหม่ทุกครั้งที่ราคาแกว่ง และการตีความใหม่กลางทางคือจุดที่แผนพัง

สมมติว่าเขียนไว้ว่า ขาดทุนได้ไม่เกิน ฿300 ต่อครั้ง บน USD/THB ที่ 0.10 ล็อตมาตรฐาน ซึ่ง 1 pip เท่ากับ ฿10 แปลว่าถอยได้ 30 pips ก่อนถึงเส้นที่เขียนไว้ ถ้าราคาผ่าน 30 pips แล้วยังเปิดอยู่ แปลว่าไม่ได้ทำตามแผน ไม่ใช่แปลว่าตลาดผิด กฎข้อนี้ทำให้เห็นได้ทันทีว่ากี่ครั้งที่ทำตาม และกี่ครั้งที่เลื่อนเส้นเอง ตัวเลขสองจำนวนนี้ต่างหากที่มีค่า ไม่ใช่ผลกำไรขาดทุนรวม

บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต้องมีเวลาเข้า เวลาออก ราคาเข้า ราคาออก จำนวน pips และจำนวน ฿ ต่อครั้ง หกช่องนี้พอ ถ้าเพิ่มช่องความรู้สึกเข้าไป ให้เขียนแยกไว้ท้ายบรรทัด ไม่ปนกับตัวเลข เพราะช่องนั้นมีไว้ดูว่าอารมณ์มาก่อนการเลื่อนเส้นหรือไม่ ไม่มีส่วนในการคำนวณ

การทดสอบย้อนหลังทำได้สองแบบ แบบแรกไล่ดูข้อมูลย้อนหลังบนแผนภูมิแล้วจด แบบที่สองใช้บัญชีทดลองกับราคาสด ทั้งสองแบบมีข้อจำกัดต่างกัน แบบแรกไม่มีการลื่นไถลของราคา แบบที่สองใช้เวลานานกว่า แต่ละโบรกเกอร์คิดสเปรดและค่าสวอปไม่เท่ากัน จึงควรใช้ตัวเลขของโบรกเกอร์ที่จะใช้จริงในการคิด ฿

เมื่อครบ 50 ครั้งแล้ว ตารางจะตอบได้เองว่ากฎนี้ควรใช้ต่อ แก้ หรือทิ้ง คำตอบไม่ต้องเดา เพราะทุกช่องมีตัวเลขกำกับอยู่แล้ว

ถ้ากฎเดิมทำผลได้แย่ลงเมื่อตลาดเงียบ ต้องบันทึกอะไรเพิ่ม

การทดสอบย้อนหลัง 50 ครั้งให้ภาพรวม แต่ไม่ได้บอกว่าผลลัพธ์กระจุกตัวอยู่ช่วงไหน ถ้ากฎทำกำไรได้ 30 ครั้งจาก 50 ครั้ง แต่ 25 ครั้งในนั้นเกิดในสัปดาห์ที่ราคาแกว่งแรง ตัวเลข ฿1,500 อาจมาจากช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ช่วง เมื่อตลาดเงียบลง จำนวนครั้งที่ได้อาจลดลงโดยที่กฎไม่ได้เปลี่ยน

วิธีจดที่ช่วยแยกเรื่องนี้ออกคือเพิ่มช่องบันทึกสภาพตลาดตอนเข้า เช่น ช่วงที่ราคาแกว่งมาก ช่วงที่ราคาแกว่งน้อย และช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจ แล้วนับแยกกันว่ากฎได้กี่ครั้งในแต่ละช่อง ถ้าช่องหนึ่งมี 5 ครั้งและอีกช่องมี 45 ครั้ง ตัวเลขรวมยังใช้ตัดสินไม่ได้เต็มที่

เมื่อแยกแล้วให้คิดเป็น ฿ ต่อช่องด้วยวิธีเดิม สมมติช่วงเงียบมี 20 ครั้ง ได้ 6 ครั้ง เสีย 14 ครั้ง ครั้งละ 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB คิดเป็น ฿10 ต่อ pip ผลรวมคือ 6 x 15 x ฿10 = ฿900 และ 14 x 15 x ฿10 = ฿2,100 เหลือ -฿1,200 ก่อนหักค่าคอมมิชชัน ฿100 ต่อครั้ง รวม 20 ครั้ง เป็น ฿2,000 ดังนั้นช่องนี้ขาดทุน -฿3,200

ตัวเลขนี้บอกว่ากฎอาจใช้ได้เฉพาะบางสภาพตลาด การเขียนเงื่อนไขเพิ่มว่าหยุดใช้เมื่อไหร่จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผน ไม่ใช่การแก้กฎหนีปัญหา และควรจดไว้ก่อนเริ่มใช้จริง ไม่ใช่หลังเห็นผลขาดทุนแล้ว

ค่าสเปรดและค่าสวอปก็ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละโบรกเกอร์ จึงควรบันทึกเวลาที่เข้าและออกไว้ด้วย เพื่อให้ย้อนดูได้ว่าต้นทุนต่อครั้งใกล้เคียงกับที่คิดไว้หรือไม่

50 ครั้ง กับกฎเดียว: บันทึกแล้วเห็นอะไร

ขั้นตอนจำนวนหมายเหตุ
จำนวนครั้งที่ทดสอบ50 ครั้งนับจากบันทึกการทดสอบย้อนหลัง
จุดที่ได้28 ครั้งแต่ละครั้งได้ 20 pips
จุดที่เสีย22 ครั้งแต่ละครั้งเสีย 20 pips
ขนาดที่ใช้0.10 ล็อตมาตรฐานหนึ่งล็อตมาตรฐาน USD/THB หนึ่ง pip = ฿10
กำไรจากจุดที่ได้฿5,60028 x 20 x ฿10
ขาดทุนจากจุดที่เสีย฿4,40022 x 20 x ฿10
ผลรวมก่อนต้นทุน฿1,200฿5,600 - ฿4,400
ต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอปแตกต่างกันในแต่ละที่

ตัวเลขเหล่านี้อาจถูกปัดเศษหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์ เช่น สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอป ซึ่งแต่ละแห่งคิดไม่เท่ากัน

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้คือลำดับที่คุณจะทำจริงหลังอ่านจบ เริ่มจากเขียนกฎหนึ่งข้อ แล้วเก็บข้อมูล 50 ครั้งก่อนตัดสินใจใช้เงินจริง

  1. 01

    เขียนกฎหนึ่งข้อให้ครบสามส่วน

    ระบุเงื่อนไขเข้า เงื่อนไขออก และขนาดล็อตเป็นตัวเลขเดียว เช่น เข้าเมื่อราคาแตะ 36.4500 ออกที่ 15 pips หรือตัดขาดทุนที่ 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB เขียนให้สั้นจนอธิบายให้คนอื่นฟังได้ในหนึ่งนาที ถ้าอธิบายไม่ได้แปลว่ากฎยังไม่ชัด

  2. 02

    ทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง

    เลือกช่วงเวลาที่มีข้อมูลครบ แล้วทำตามกฎทุกครั้งโดยไม่แก้ระหว่างทาง จดวันที่ เวลาเข้า เวลาออก และ pips ที่ได้หรือเสียของแต่ละครั้ง เก็บให้ครบ 50 ครั้งก่อนสรุปผล จำนวน 50 ครั้งเป็นขั้นต่ำที่ทำให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต

  3. 03

    แปลงทุกครั้งเป็นเงินบาท

    คูณ pips ด้วยมูลค่าต่อ pip ของขนาดล็อตที่ใช้ จากนั้นหักค่าคอมมิชชันและสเปรดของแต่ละครั้งออกทันที อย่ารอรวมทีหลัง เพราะจะลืมต้นทุนบางรายการ ตัวอย่าง 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB คือ 15 x ฿10 = ฿150 ก่อนหักต้นทุน

  4. 04

    หาผลรวมหลังหักต้นทุนทุกครั้ง

    นำผลรวมก่อนต้นทุนลบด้วยผลรวมต้นทุนทั้งหมด ถ้าผลลัพธ์ติดลบ ให้กลับไปดูจุดคุ้มทุนต่อครั้งว่าต้องได้กี่ pips ถึงจะเท่าทุน ตัวเลขนี้จะบอกว่าปัญหาอยู่ที่ขนาด pips หรือที่จำนวนครั้ง

  5. 05

    แก้กฎหนึ่งจุดแล้วทดสอบใหม่

    เลือกแก้เพียงหนึ่งอย่าง เช่น เพิ่มเป้าจาก 15 เป็น 20 pips หรือลดขนาดล็อตลงครึ่งหนึ่ง แล้วทดสอบย้อนหลัง 50 ครั้งใหม่ด้วยกฎที่แก้แล้ว การแก้หลายจุดพร้อมกันทำให้ไม่รู้ว่าจุดไหนที่เปลี่ยนผลลัพธ์

  6. 06

    ตัดสินใจด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

    ถ้าผลรวมหลังหักต้นทุนยังติดลบหลังแก้กฎแล้ว ให้เก็บกฎนั้นไว้เป็นข้อมูลและไม่นำไปใช้กับเงินจริง ถ้าผลรวมเป็นบวก ให้เริ่มด้วยขนาดเล็กสุดที่โบรกเกอร์กำหนด และจดบันทึกทุกครั้งต่อไปเหมือนเดิม เพราะต้นทุนจริงอาจสูงกว่าที่ทดสอบไว้

ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้

หลายคนเริ่มเทรดก่อนจดบันทึก แล้วจำเอาเองว่ากฎได้ผล ทั้งที่ความจริงอาจขาดทุนเมื่อรวมต้นทุนทุกครั้ง วิธีที่ควรทำคือเขียนกฎให้ชัดก่อนหนึ่งข้อ ทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง จดทุกครั้งว่าเข้าเมื่อไร ออกเมื่อไร ได้หรือเสียกี่ pips และคิดเป็น ฿ ทุกครั้ง จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะใช้จริงหรือแก้กฎ

ตรวจสอบตัวเอง

ถ้ากฎหนึ่งทำ 50 ครั้ง ได้ 30 ครั้ง เสีย 20 ครั้ง ครั้งละ 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB ผลรวมก่อนต้นทุนเป็นเงินบาทเท่าไร

ได้ 30 x 15 x ฿10 = ฿4,500 และเสีย 20 x 15 x ฿10 = ฿3,000 ดังนั้นผลรวมก่อนต้นทุนคือ ฿4,500 - ฿3,000 = ฿1,500

ถ้าโบรกเกอร์คิดค่าคอมมิชชัน ฿100 ต่อครั้ง รวม 50 ครั้ง ต้นทุนค่าคอมมิชชันเป็นเท่าไร และเหลือผลลัพธ์เท่าไร

ค่าคอมมิชชัน 50 x ฿100 = ฿5,000 เมื่อหักจากผลรวมก่อนต้นทุน ฿1,500 จะเหลือ ฿1,500 - ฿5,000 = -฿3,500

คำถามที่มักตามมา

ทำไมต้องทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง

เพราะจำนวนครั้งน้อยเกินไปจะทำให้ผลรวมขึ้นลงตามเหตุการณ์ไม่กี่ครั้ง ตัวเลข 50 ครั้งเป็นตัวเลขที่ใช้กันทั่วไปเพื่อให้เห็นทั้งช่วงที่ได้และช่วงที่เสีย ยังไม่มีกฎใดรับประกันว่าผลในอดีตจะเกิดซ้ำ แต่การมี 50 ครั้งทำให้คุณเห็นต้นทุนรวมเป็นบาทได้ชัดกว่าการทำ 5 ครั้ง

ล็อตมาตรฐานกับมูลค่าต่อ pip คิดจากอะไร

มูลค่าต่อ pip มาจากขนาดสัญญาของสินค้านั้น ไม่ได้มาจากการคาดเดา ในตัวอย่าง USD/THB บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน มูลค่าอยู่ที่ประมาณ ฿10 ต่อ pip ถ้าเปลี่ยนขนาดล็อต ตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนตามสัดส่วน ควรตรวจตัวเลขนี้กับโบรกเกอร์ของคุณเพราะแต่ละแห่งอาจปัดเศษต่างกัน

จุดคุ้มทุนต่อครั้งคืออะไร

จุดคุ้มทุนต่อครั้งคือจำนวน pips ที่ต้องได้เพียงเพื่อให้พอดีกับต้นทุนต่อครั้ง ถ้าต้นทุนต่อครั้งคือ ฿100 และมูลค่าต่อ pip คือ ฿10 ต้องได้ 10 pips จึงจะเท่าทุน ตัวเลขนี้บอกว่ากฎของคุณต้องได้มากกว่ากี่ pips ก่อนจะเริ่มมีกำไรจริง

ทำไมผลรวมที่ได้มากกว่าที่เสียยังขาดทุนได้

เพราะผลรวมก่อนต้นทุนยังไม่หักสเปรดและค่าคอมมิชชัน ในตัวอย่าง 30 ครั้งที่ได้หัก 20 ครั้งที่เสียเหลือ ฿1,500 แต่ค่าคอมมิชชัน 50 ครั้งรวม ฿5,000 ทำให้เหลือ -฿3,500 จำนวนครั้งที่ได้มากกว่าจึงไม่พอ ถ้าต้นทุนต่อครั้งสูงกว่ากำไรต่อครั้ง

ควรจดอะไรในบันทึกนอกจากผลรวม

ควรจดลำดับของผลลัพธ์ด้วย ไม่ใช่แค่ยอดรวม เพราะผลรวมที่ดีอาจมาจากการได้ติดกันช่วงต้นแล้วขาดทุนที่เหลือ ควรจดวันเวลา ราคาเข้า ราคาออก จำนวน pips และจำนวนบาทหลังหักต้นทุนทุกครั้ง เพื่อดูว่ากฎทนต่อช่วงขาดทุนต่อเนื่องได้หรือไม่

ค่าสวอปคิดเมื่อไร

ค่าสวอปคือค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถือสถานะข้ามคืน อัตราคิดไม่เท่ากันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า บางวันอาจเป็นบวกกับสถานะของคุณได้ ตัวเลขนี้จึงควรดึงจากอัตราที่โบรกเกอร์ของคุณแจ้ง ไม่ควรใช้ตัวเลขสมมติในแผนจริง

คำที่ใช้ในหน้านี้

การทดสอบย้อนหลัง
การนำกฎหนึ่งข้อไปไล่ดูข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อนับว่ากฎนั้นได้หรือเสียกี่ครั้ง และคิดเป็นเงินบาทเท่าไร
pip
หน่วยเล็กที่สุดของการเคลื่อนไหวราคาที่ใช้นับในคู่เงิน มูลค่าเป็นบาทของหนึ่ง pip ขึ้นอยู่กับขนาดล็อตและสินค้าที่เทรด
สเปรด
ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่โบรกเกอร์เสนอ เป็นต้นทุนที่เกิดทุกครั้งที่เข้าและออก แม้ราคาจะไม่ขยับ
ค่าคอมมิชชัน
ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์คิดต่อครั้งหรือต่อล็อต บางแห่งรวมไว้ในสเปรดแล้ว แต่ละแห่งคิดไม่เท่ากัน
จุดคุ้มทุนต่อครั้ง
จำนวน pips ที่ต้องได้ต่อครั้งเพื่อให้พอดีกับต้นทุนต่อครั้ง ใช้บอกว่ากฎต้องได้อย่างน้อยเท่าไรก่อนจะมีกำไร
อัตราการได้
สัดส่วนจำนวนครั้งที่ได้เทียบกับจำนวนครั้งทั้งหมดที่ทดสอบ ใช้คู่กับขนาด pips ที่ได้และเสียเสมอ ไม่ใช้เดี่ยว ๆ

สิ่งที่ควรจดจำ

  • เขียนกฎหนึ่งข้อให้ชัดก่อน แล้วทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง จดทุกครั้งว่าเข้าเมื่อไร ออกเมื่อไร ได้หรือเสียกี่ pips และคิดเป็นบาทเท่าไร
  • ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจคือยอดหลังหักสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอป ไม่ใช่ยอดก่อนต้นทุน
  • จำนวนครั้งที่ได้มากกว่าที่เสียยังขาดทุนได้ ถ้าต้นทุนต่อครั้งสูงกว่ากำไรต่อครั้ง
  • จดลำดับของผลลัพธ์ด้วย ไม่ใช่แค่ผลรวม เพื่อดูว่ากฎทนต่อช่วงขาดทุนต่อเนื่องได้หรือไม่
ถัดไปใน ความเสี่ยงและจิตใจ: บัญชีอยู่รอดได้อย่างไรความเสี่ยงต่อการเทรด: กฎ 1-2%
การซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงิน บัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นการแนะนำให้ซื้อขายหรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ใดๆPloyไกด์หลักสูตรของคุณ