ข้ามไปยังเนื้อหา

ความเสี่ยงและผลตอบแทน

ความเสี่ยงและจิตใจ: บัญชีอยู่รอดได้อย่างไรอ่าน 3 นาที
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ใน 3 นาทีบทเรียนนี้จะทำให้คุณเห็นเป็นตัวเลขว่าอัตราส่วนระหว่างจุดตัดขาดทุนกับเป้าหมายกำไรกำหนดอัตราการชนะที่คุณต้องมีเพื่อไม่ให้บัญชีลดลง และคุณจะคำนวณเงินต่อหนึ่งจุดของ USD/THB ได้เองด้วยเงินบาท

ตัวอย่างในบทนี้ใช้ราคา 36.4500 และหนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 ซึ่งเป็นตัวเลขที่คุณเอาไปคูณกับจำนวนล็อตและจำนวนจุดได้ทันที

ความเสี่ยง1ผลตอบแทน21 : 2กำไร / ขาดทุน
แผนภาพแสดงแท่งสองแท่งเทียบกัน แท่งหนึ่งแทนระยะขาดทุนและอีกแท่งแทนระยะกำไร โดยเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่ราคาจริง

ทำไมอัตราส่วนที่เขียนในแผนจึงไม่เท่ากับอัตราส่วนที่ได้จริง

อัตราส่วนที่คุณเขียนในแผนตอนเปิดไม้ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับอัตราส่วนที่เกิดขึ้นจริงตอนปิดไม้ เพราะราคาที่คุณออกไม่เคยตรงกับราคาที่คุณตั้งไว้เป๊ะ ๆ ทุกครั้ง สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย และคุณจ่ายส่วนนี้ทั้งตอนเข้าและตอนออก ราคาที่แสดงบนหน้าจอจึงไม่ใช่ราคาที่คุณได้จริงทั้งหมด ค่าถือข้ามคืนคือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์คิดเมื่อถือไม้ข้ามวัน และตัวเลขนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าไม้ บางแห่งคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อล็อตต่อคืน คุณจึงควรอ่านตารางค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ก่อนคำนวณอัตราส่วนล่วงหน้า

การปัดทศนิยมของราคาก็ทำให้ผลต่างเล็ก ๆ สะสมได้ ราคา USD/THB ที่แสดงเป็น 36.4500 อาจถูกส่งจริงที่ 36.4502 หรือ 36.4498 ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ ความต่าง 0.0002 บนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตคิดเป็น ฿2 ต่อไม้ ถ้าคุณเปิดสิบไม้ต่อวัน ความต่างนี้รวมเป็น ฿20 ซึ่งเท่ากับไม้ที่คุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ 20 จุดที่ 0.10 ล็อต ตัวเลขเล็กที่มองข้ามได้ง่ายจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนจริง คุณไม่ต้องจำตัวเลขของโบรกเกอร์รายใดรายหนึ่ง แต่ต้องรู้ว่าตัวเลขของคุณเองมีค่าเท่าไร

เมื่อรวมสเปรด ค่าถือข้ามคืน และการปัดทศนิยม อัตราส่วนที่คุณตั้งไว้ 1:2 อาจกลายเป็น 1:1.8 หรือต่ำกว่านั้นในไม้ที่ถือข้ามคืนหลายวัน วิธีที่ทำได้คือจดตัวเลขจริงหลังปิดไม้ทุกครั้ง แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยเดือนละครั้ง ตัวเลขเฉลี่ยนี้คืออัตราส่วนที่คุณได้จริง ซึ่งใช้คำนวณอัตราการชนะที่ต้องมีได้แม่นกว่าตัวเลขในแผน การรู้ความต่างระหว่างสองตัวเลขนี้ทำให้คุณไม่ประเมินบัญชีสูงเกินจริง

อัตราการชนะที่ต้องมีเมื่ออัตราส่วนจริงแคบลง

อัตราการชนะที่ต้องมีคำนวณได้จากอัตราส่วนเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้ตัวเลขเงินบาทเลย สูตรคือ 1 หารด้วย (1 บวกอัตราส่วน) ถ้าอัตราส่วนเป็น 1:2 หมายถึงขาดทุน 1 ส่วนต่อกำไร 2 ส่วน อัตราการชนะที่ต้องมีคือ 1 หาร (1 บวก 2) เท่ากับ 0.333 หรือ 33.3% ถ้าอัตราส่วนจริงลดลงเหลือ 1:1.8 อัตราการชนะที่ต้องมีคือ 1 หาร (1 บวก 1.8) เท่ากับ 0.357 หรือ 35.7% ตัวเลขนี้สูงขึ้น 2.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากที่คุณคิดไว้ตอนแรก

เมื่ออัตราส่วนจริงแคบลงอีกเป็น 1:1.5 อัตราการชนะที่ต้องมีคือ 1 หาร (1 บวก 1.5) เท่ากับ 0.40 หรือ 40% คุณจะเห็นว่าทุกครั้งที่อัตราส่วนจริงแคบลง 0.5 หน่วย อัตราการชนะที่ต้องมีเพิ่มขึ้นประมาณ 4 ถึง 5 จุดเปอร์เซ็นต์ การเพิ่มขึ้นนี้ดูเล็ก แต่ถ้าคุณชนะจริง 38% ของไม้ทั้งหมด คุณจะยังขาดทุนที่อัตราส่วน 1:1.5 ทั้งที่คุณคิดว่ากำลังทำได้ตามแผน

ถ้าอัตราส่วนจริงแคบลงถึง 1:1 อัตราการชนะที่ต้องมีคือ 1 หาร (1 บวก 1) เท่ากับ 0.50 หรือ 50% พอถึงจุดนี้คุณต้องชนะครึ่งหนึ่งของไม้ทั้งหมดเพียงเพื่อเสมอตัว ตัวเลข 50% นี้ไม่ใช่เป้าหมายที่คุณควรตั้ง แต่เป็นเส้นที่บอกว่าคุณเหลือขอบเขตให้ผิดพลาดน้อยมาก วิธีอ่านที่ตรงไปตรงมาคือ ยิ่งอัตราส่วนจริงแคบลงเท่าไร คุณยิ่งต้องชนะบ่อยขึ้นเท่านั้น และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปรับจุดตัดขาดทุนหรือเป้าหมายให้กว้างขึ้น

ทำไมต้องแยกนับไม้ที่ทำตามแผนออกจากไม้ที่ปิดก่อนกำหนด

การนับอัตราการชนะทั้งหมดรวมไม้ที่คุณปิดก่อนกำหนดจะทำให้ตัวเลขสูงเกินจริง เพราะไม้ที่ปิดก่อนกำหนดมักเป็นไม้ที่คุณตัดสินใจด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ตามแผน วิธีที่ตรงกว่าคือแยกบันทึกเป็นสองคอลัมน์ คอลัมน์แรกคือไม้ที่ทำตามแผนครบทั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมาย คอลัมน์ที่สองคือไม้ที่คุณปิดก่อนกำหนดด้วยเหตุผลอื่น แล้วคำนวณอัตราการชนะจากคอลัมน์แรกเท่านั้น ตัวเลขนี้จะต่ำกว่าที่คุณเห็นในแอป แต่เป็นตัวเลขที่บอกความสามารถของคุณจริง

การแยกบันทึกแบบนี้มีประโยชน์อีกอย่างคือ ทำให้คุณเห็นว่าไม้ที่ปิดก่อนกำหนดนั้นช่วยหรือทำร้ายผลรวม ถ้าคุณปิดก่อนกำหนดแล้วราคากลับไปถึงเป้าหมายในภายหลัง ไม้นั้นควรถูกนับเป็นความผิดพลาดของวินัย ไม่ใช่ความสำเร็จของการป้องกันทุน คุณไม่ต้องลงโทษตัวเอง แต่ควรจดไว้เพื่อดูว่ากี่ครั้งที่การปิดก่อนกำหนดทำให้ผลรวมแย่ลง ตัวเลขนี้มักสูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด

เมื่อเก็บข้อมูลได้สัก 30 ไม้ ให้คำนวณอัตราการชนะจากคอลัมน์แรก และคำนวณอัตราส่วนจริงเฉลี่ยจากเงินที่ได้และเสียจริง แล้วนำสองตัวเลขนี้มาเทียบกับตารางที่คุณคำนวณไว้ตอนต้น ถ้าอัตราการชนะจริงสูงกว่าที่ต้องมี แปลว่าแผนของคุณยังใช้ได้ ถ้าต่ำกว่า ให้ดูว่าปัญหาอยู่ที่อัตราส่วนจริงที่แคบลง หรืออยู่ที่การปิดก่อนกำหนด แล้วแก้ที่จุดนั้นเพียงจุดเดียว

อัตราส่วน 1:2 กับอัตราการชนะ 40% ใน 10 ไม้

ขั้นตอนจำนวนหมายเหตุ
ราคา USD/THB ที่ใช้36.4500ราคาอ้างอิงในตัวอย่างนี้
ระยะตัดขาดทุนต่อไม้20 จุดกำหนดไว้ล่วงหน้า
ระยะเป้าหมายกำไรต่อไม้40 จุดเป็นสองเท่าของระยะตัดขาดทุน อัตราส่วน 1:2
ขนาดที่ใช้ต่อไม้0.10 ล็อตหนึ่งในสิบของหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต
เงินต่อหนึ่งจุดที่ขนาดนี้฿1฿10 ต่อจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต คูณ 0.10 ล็อต
ขาดทุนต่อไม้ที่แพ้฿2020 จุด คูณ ฿1
กำไรต่อไม้ที่ชนะ฿4040 จุด คูณ ฿1
จำนวนไม้ที่ชนะจาก 10 ไม้4 ไม้อัตราการชนะ 40%
จำนวนไม้ที่แพ้จาก 10 ไม้6 ไม้10 ลบ 4
กำไรรวมจากไม้ที่ชนะ฿1604 คูณ ฿40
ขาดทุนรวมจากไม้ที่แพ้฿1206 คูณ ฿20
ผลรวมทั้งชุดกำไร ฿40฿160 ลบ ฿120

ค่าเงินและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งอาจปัดทศนิยมของราคา หรือคิดค่าสเปรดและค่าถือข้ามคืนเพิ่มจากตัวเลขนี้

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้จะพาคุณคำนวณอัตราส่วนจริงและอัตราการชนะที่ต้องมี โดยใช้ตัวเลขจากบันทึกของคุณเอง ทำตามลำดับแล้วเขียนผลลงในสมุดเล่มเดียวกับที่คุณจดแผน

  1. 01

    รวบรวมตัวเลขจากบันทึก 30 ไม้ล่าสุด

    เปิดบันทึกของคุณแล้วเลือกไม้ที่ทำตามแผนครบทั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมาย ไม่ต้องใช้ไม้ที่ปิดก่อนกำหนดในขั้นนี้ นับจำนวนไม้ทั้งหมดในกลุ่มนี้ แล้วแยกเป็นจำนวนไม้ที่ชนะกับจำนวนไม้ที่แพ้ เขียนสองตัวเลขนี้ไว้บนหัวกระดาษ

  2. 02

    คำนวณอัตราการชนะจริง

    นำจำนวนไม้ที่ชนะหารด้วยจำนวนไม้ทั้งหมดในกลุ่มที่ทำตามแผน ผลลัพธ์คืออัตราการชนะจริงของคุณ เขียนเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง เช่น 0.42 อย่าปัดขึ้นเป็น 0.45 เพราะตัวเลขนี้จะถูกนำไปเทียบกับเส้นที่ต้องมีในขั้นถัดไป

  3. 03

    คำนวณอัตราส่วนจริงเฉลี่ย

    นำกำไรเฉลี่ยต่อไม้ที่ชนะหารด้วยขาดทุนเฉลี่ยต่อไม้ที่แพ้ ผลลัพธ์คืออัตราส่วนจริงเฉลี่ยของคุณ เขียนในรูป 1:X โดย X คือผลหารนั้น เช่น ถ้ากำไรเฉลี่ย ฿40 และขาดทุนเฉลี่ย ฿22 อัตราส่วนจริงคือ 1:1.8

  4. 04

    คำนวณอัตราการชนะที่ต้องมี

    นำ 1 หารด้วย (1 บวก X) โดย X คือตัวเลขจากขั้นที่แล้ว ผลลัพธ์คืออัตราการชนะที่ต้องมีเพื่อไม่ให้บัญชีลดลง เขียนไว้ข้างอัตราการชนะจริงเพื่อเทียบกันในขั้นสุดท้าย

  5. 05

    เทียบสองตัวเลขแล้วเลือกจุดแก้เพียงจุดเดียว

    ถ้าอัตราการชนะจริงสูงกว่าอัตราการชนะที่ต้องมี แผนของคุณยังใช้ได้ ไม่ต้องแก้ ถ้าต่ำกว่า ให้ดูว่าอัตราส่วนจริงแคบลงเพราะค่าธรรมเนียม หรือเพราะคุณปิดไม้ก่อนกำหนดบ่อย แล้วเลือกแก้เพียงเรื่องเดียวในเดือนถัดไป

ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือตั้งจุดตัดขาดทุนกว้างและเป้าหมายกำไรแคบ เช่น 40 จุดกับ 20 จุด แล้วคิดว่าอัตราการชนะจะช่วยได้ ทั้งที่อัตราส่วน 1:2 ต้องใช้เพียง 40% เพื่อให้ทั้งชุดยังเป็นบวก แต่พอสลับเป็น 2:1 ต้องชนะมากกว่าสองในสามจึงจะไม่ขาดทุน วิธีแก้คือเขียนอัตราส่วนลงในแผนก่อนเปิดไม้ทุกครั้ง แล้วนับเฉพาะไม้ที่ทำตามแผน ไม่นับไม้ที่ปิดก่อนกำหนด

ตรวจสอบตัวเอง

ถ้าใช้ 0.20 ล็อตบน USD/THB และตั้งจุดตัดขาดทุน 25 จุด จะขาดทุนกี่บาทถ้าไม้แพ้

หนึ่งจุดที่ 0.20 ล็อตมีค่า ฿2 ดังนั้น 25 จุด คูณ ฿2 เท่ากับ ฿50

ถ้าอัตราส่วนเป็น 1:2 และชนะ 4 ไม้จาก 10 ไม้ โดยขาดทุนไม้ละ ฿20 และกำไรไม้ละ ฿40 ผลรวมเป็นเท่าไร

กำไร 4 คูณ ฿40 เป็น ฿160 และขาดทุน 6 คูณ ฿20 เป็น ฿120 ผลรวมคือกำไร ฿40

คำถามที่มักตามมา

ทำไมอัตราส่วนจริงจึงแคบกว่าที่เขียนไว้ในแผนเสมอ

เพราะราคาที่คุณออกไม่เคยตรงกับราคาที่ตั้งไว้เป๊ะ ๆ สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย และคุณจ่ายส่วนนี้ทั้งตอนเข้าและตอนออก ค่าถือข้ามคืนก็ถูกหักเพิ่มเมื่อถือไม้ข้ามวัน และการปัดทศนิยมของราคาก็ทำให้ผลต่างเล็ก ๆ สะสมได้ ตัวเลขจริงหลังปิดไม้จึงมักต่ำกว่าตัวเลขในแผนเล็กน้อยเสมอ

ถ้าอัตราส่วนจริงแคบลงครึ่งหน่วย ต้องชนะเพิ่มเท่าไร

อัตราการชนะที่ต้องมีคำนวณจาก 1 หาร (1 บวกอัตราส่วน) ถ้าอัตราส่วนจริงเป็น 1:2 ต้องชนะ 33.3% ถ้าแคบลงเป็น 1:1.5 ต้องชนะ 40% และถ้าแคบลงถึง 1:1 ต้องชนะ 50% ทุกครั้งที่อัตราส่วนแคบลง 0.5 หน่วย ตัวเลขที่ต้องชนะจะเพิ่มขึ้นราว 4 ถึง 5 จุดเปอร์เซ็นต์

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนจริงควรหาจากไหน

จากตัวเลขจริงหลังปิดไม้ทุกครั้ง ไม่ใช่จากตัวเลขที่ตั้งไว้ตอนเปิดไม้ คุณจดกำไรหรือขาดทุนสุทธิของแต่ละไม้ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยเดือนละครั้ง ตัวเลขเฉลี่ยนี้คืออัตราส่วนที่คุณได้จริง ซึ่งใช้คำนวณอัตราการชนะที่ต้องมีได้แม่นกว่าตัวเลขในแผน การรู้ความต่างระหว่างสองตัวเลขนี้ทำให้คุณไม่ประเมินบัญชีสูงเกินจริง

จำนวนไม้ที่เปิดต่อวันเกี่ยวกับอัตราส่วนจริงอย่างไร

การปัดทศนิยมของราคาทำให้ผลต่างเล็ก ๆ สะสมได้ ราคา USD/THB ที่แสดงเป็น 36.4500 อาจถูกส่งจริงต่างออกไป 0.0002 ซึ่งคิดเป็น ฿2 ต่อหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตต่อไม้ ถ้าเปิดสิบไม้ต่อวัน ความต่างนี้รวมเป็น ฿20 ซึ่งเท่ากับไม้ที่ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ 20 จุดที่ 0.10 ล็อต ตัวเลขเล็กที่มองข้ามได้ง่ายจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนจริง

ถ้าอัตราส่วนจริงแคบลง ควรแก้ที่จุดตัดขาดทุนหรือเป้าหมายกำไร

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าควรแก้ฝั่งไหน เพราะทั้งสองฝั่งเปลี่ยนอัตราส่วนที่คุณได้จริงเหมือนกัน สิ่งที่ทำได้คือจดตัวเลขจริงหลังปิดไม้ทุกครั้ง แล้วเทียบว่าอัตราส่วนเฉลี่ยของคุณยังอยู่เหนือเส้นที่ต้องชนะหรือไม่ ถ้าแคบลงจนต้องชนะเกินครึ่งของไม้ทั้งหมด การลดจำนวนไม้ที่ถือข้ามคืนหรือเลือกช่วงที่สเปรดกว้างน้อยลงคือทางที่ทำได้จริงมากกว่าการหวังว่าอัตราการชนะจะสูงขึ้นเอง

ตัวเลข ฿10 ต่อจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตใช้ได้กับทุกโบรกเกอร์ไหม

ไม่เสมอไป ตัวเลขนี้เป็นค่าอ้างอิงที่ใช้ในบทนี้เท่านั้น ค่าเงินและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งอาจปัดทศนิยมของราคา หรือคิดค่าสเปรดและค่าถือข้ามคืนเพิ่มจากตัวเลขนี้ คุณจึงควรอ่านตารางค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ก่อนคำนวณอัตราส่วนล่วงหน้า และจดตัวเลขจริงของตัวเองไว้ใช้แทน

คำที่ใช้ในหน้านี้

สเปรด
ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่โบรกเกอร์เสนอ คุณจ่ายส่วนนี้ทั้งตอนเข้าและตอนออก ราคาที่แสดงบนหน้าจอจึงไม่ใช่ราคาที่คุณได้จริงทั้งหมด
ค่าถือข้ามคืน
ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์คิดเมื่อถือไม้ข้ามวัน ตัวเลขนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าไม้ บางแห่งคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อล็อตต่อคืน
อัตราการชนะที่ต้องมี
สัดส่วนของไม้ที่ต้องชนะเพื่อให้ทั้งชุดไม่ขาดทุน คำนวณจาก 1 หาร (1 บวกอัตราส่วน) โดยไม่ต้องใช้ตัวเลขเงินบาทเลย
อัตราส่วนจริง
อัตราส่วนระหว่างจุดตัดขาดทุนกับเป้าหมายกำไรที่เกิดขึ้นหลังปิดไม้ ไม่ใช่ตัวเลขที่เขียนไว้ในแผนตอนเปิดไม้ เพราะสเปรด ค่าถือข้ามคืน และการปัดทศนิยมทำให้ผลต่างสะสม
การปัดทศนิยมของราคา
การที่ราคาที่ส่งจริงต่างจากราคาที่แสดงบนหน้าจอเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ ความต่าง 0.0002 บนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตคิดเป็น ฿2 ต่อไม้ และสะสมได้เมื่อเปิดหลายไม้ต่อวัน
SEC Thailand
หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของประเทศไทย ผู้อ่านที่ต้องการตรวจสอบว่าผู้ให้บริการรายใดอยู่ภายใต้การกำกับควรตรวจสอบรายชื่อกับหน่วยงานนี้โดยตรง

สิ่งที่ควรจดจำ

  • อัตราการชนะที่ต้องมีคำนวณจากอัตราส่วนเพียงอย่างเดียว สูตรคือ 1 หาร (1 บวกอัตราส่วน)
  • อัตราส่วนจริงหลังปิดไม้มักแคบกว่าที่เขียนในแผน เพราะสเปรด ค่าถือข้ามคืน และการปัดทศนิยม
  • ทุกครั้งที่อัตราส่วนจริงแคบลง 0.5 หน่วย อัตราการชนะที่ต้องมีเพิ่มขึ้นราว 4 ถึง 5 จุดเปอร์เซ็นต์
  • จดตัวเลขจริงหลังปิดไม้ทุกครั้ง แล้วหาค่าเฉลี่ยเดือนละครั้ง เพื่อไม่ให้ประเมินบัญชีสูงเกินจริง
ถัดไปใน ความเสี่ยงและจิตใจ: บัญชีอยู่รอดได้อย่างไรการลดลงของทุนและช่วงขาดทุนติดต่อกัน
การซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงิน บัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นการแนะนำให้ซื้อขายหรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ใดๆPloyไกด์หลักสูตรของคุณ