สัญญาณ หุ่นยนต์ และการคัดลอกการเทรด
คุณจะเห็นว่าทั้งสามวิธีคิดค่าตอบแทนต่างกันอย่างไร และทำไมความเสี่ยงจากขนาดสถานะและความผันผวนยังคงเป็นของคุณเสมอ ไม่ว่าคุณจะใช้บริการใด
เป้าหมายคือให้คุณเปรียบเทียบต้นทุนกับสิ่งที่ได้รับจริง ก่อนจะตัดสินใจมอบการตัดสินใจให้ใคร
สิ่งที่คุณยังควบคุมได้เมื่อมีคนอื่นส่งคำสั่ง
แม้คุณจะให้คนอื่นเลือกจังหวะเข้าออก คำสั่งซื้อขายยังออกจากบัญชีของคุณเอง ขนาดสถานะจึงถูกกำหนดโดยคุณ ไม่ใช่โดยผู้ส่งสัญญาณ ผู้ส่งสัญญาณบอกเพียงทิศทางและราคา แต่ไม่ได้รู้ว่าบัญชีของคุณรับขาดทุนได้เท่าไร หากคุณเปิดหนึ่งมาตรฐานล็อตบน USD/THB ทุกจุดที่ราคาเคลื่อนสวนทางคิดเป็น ฿10 ซึ่งเป็นตัวเลขที่คุณเลือกเองได้ด้วยการลดขนาดสถานะ
ความผันผวนก็ยังเป็นของคุณเช่นกัน ราคา USD/THB อาจแกว่งหลายจุดในเวลาไม่กี่นาที และช่วงที่ข่าวออก ราคาอาจกระโดดข้ามระดับที่คุณตั้งไว้ ผู้ให้บริการสัญญาณหรือหุ่นยนต์ไม่สามารถรับผิดชอบการเลื่อนหลุดนี้ได้ เพราะคำสั่งถูกส่งเข้าตลาดจริงในนามบัญชีของคุณ การตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นวิธีเดียวที่คุณกำหนดเพดานขาดทุนไว้ล่วงหน้าได้
สิ่งที่เปลี่ยนมือไปจริงคือการตัดสินใจเข้าออก ไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ เมื่อเข้าใจข้อนี้ คุณจะมองบริการเหล่านี้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่ที่โอนความเสี่ยง การคำนวณขนาดสถานะจึงต้องทำก่อนเปิดคำสั่งทุกครั้ง ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด
ค่าตอบแทนที่แตกต่างกันของสามวิธี
สัญญาณมักคิดค่าบริการเป็นรายเดือนคงที่ เช่น ฿1,500 ต่อเดือน ไม่ว่าคุณจะเทรดหรือไม่ก็ตาม ต้นทุนนี้จึงเป็นต้นทุนคงที่ที่ต้องถูกถอนด้วยกำไรขั้นต้นก่อน หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติมักคิดค่าบริการรายเดือนบวกค่าติดตั้งครั้งแรก และบางรายคิดเพิ่มตามปริมาณการเทรด ส่วนการคัดลอกการเทรดมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไร หรือคิดค่าคอมมิชชันต่อล็อตที่คัดลอก ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันมากในแต่ละผู้ให้บริการ และไม่มีมาตรฐานกลางที่ใช้ร่วมกัน
ลองเทียบเป็นบาทต่อเดือน สมมติสัญญาณคิด ฿1,500 และคุณเทรด 10 ครั้ง ครั้งละ 2 จุด ต้นทุนสเปรดรวมคือ 2 จุด คูณ ฿10 เท่ากับ ฿20 ต่อครั้ง รวม ฿200 ต้นทุนขั้นต่ำของเดือนนั้นคือ ฿1,700 ก่อนที่คุณจะได้กำไรใด ๆ หากใช้หุ่นยนต์ที่คิด ฿2,000 ต้นทุนขั้นต่ำจะเป็น ฿2,200 ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียมอื่นที่โบรกเกอร์อาจเรียกเก็บ
การคัดลอกการเทรดคิดต่างออกไป เพราะผูกกับผลกำไร หากผู้คัดลอกได้กำไร ฿10,000 และคิดค่าตอบแทน 20 เปอร์เซ็นต์ คุณจ่าย ฿2,000 แต่ถ้าเดือนนั้นขาดทุน คุณมักไม่จ่ายค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม คุณยังแบกขาดทุนเต็มจำนวน เปอร์เซ็นต์ที่คิดจึงไม่ใช่การแบ่งความเสี่ยง แต่เป็นการแบ่งเฉพาะกำไร
สิ่งที่ต้องถามก่อนมอบการตัดสินใจ
คำถามแรกคือระบบนี้เทรดกี่ครั้งต่อเดือน และแต่ละครั้งกินสเปรดกี่จุด จำนวนครั้งคูณต้นทุนต่อครั้งคือตัวเลขที่คุณต้องถอนก่อนค่าบริการ หากระบบเทรด 40 ครั้ง ครั้งละ 2 จุด ต้นทุนสเปรดคือ 40 คูณ ฿20 เท่ากับ ฿800 ต่อเดือน ต้นทุนนี้เกิดแน่นอน แม้ผลการเทรดจะขาดทุน
คำถามที่สองคือมีบันทึกผลย้อนหลังที่ตรวจสอบได้หรือไม่ และบันทึกนั้นรวมช่วงที่ตลาดผันผวนหรือไม่ ผลในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต แต่การไม่มีบันทึกเลยทำให้คุณประเมินไม่ได้ว่าเงินที่จ่ายไปแลกกับอะไร ควรถามด้วยว่าผู้ให้บริการหยุดให้บริการได้เมื่อไร และคุณจะยังถือสถานะค้างอยู่หรือไม่
คำถามที่สามคือหากระบบล่มหรืออินเทอร์เน็ตขาด คุณจะปิดสถานะเองได้หรือไม่ การพึ่งพาผู้อื่นไม่ได้ลดความจำเป็นที่คุณต้องเข้าใจการวางคำสั่งพื้นฐาน เพราะเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง คำสั่งที่ค้างอยู่ในบัญชีคือความรับผิดชอบของคุณ ไม่ใช่ของผู้ให้บริการ เมื่อถามครบทั้งสามข้อแล้ว ให้เขียนต้นทุนรวมเป็นบาทต่อเดือนไว้ข้างจำนวนจุดที่ต้องได้จริง เพื่อเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ต้นทุนของสามวิธีบน USD/THB หนึ่งมาตรฐานล็อต
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| หนึ่งจุดบนหนึ่งมาตรฐานล็อต | ฿10 | 100,000 x 0.0001 = 10 บาท จากข้อกำหนดของ USD/THB |
| สัญญาณ: ค่าบริการสมมติ ฿1,500 ต่อเดือน | ฿1,500 | ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ราคาจริงแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ |
| จำนวนจุดที่ต้องได้เพื่อถอนค่าสัญญาณ | 150 จุด | ฿1,500 ÷ ฿10 = 150 จุด |
| หุ่นยนต์: ค่าบริการสมมติ ฿2,000 ต่อเดือน | ฿2,000 | ตัวอย่างสมมติ ราคาจริงแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ |
| จำนวนจุดที่ต้องได้เพื่อถอนค่าหุ่นยนต์ | 200 จุด | ฿2,000 ÷ ฿10 = 200 จุด |
| คัดลอกการเทรด: ค่าบริการสมมติ ฿1,200 ต่อเดือน | ฿1,200 | ตัวอย่างสมมติ ราคาจริงแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ |
| จำนวนจุดที่ต้องได้เพื่อถอนค่าคัดลอก | 120 จุด | ฿1,200 ÷ ฿10 = 120 จุด |
| สเปรดสมมติ 2 จุดต่อเทรด 10 เทรด | ฿200 | 2 x ฿10 x 10 = ฿200 เป็นต้นทุนที่เกิดทุกครั้งที่เปิดและปิดสถานะ |
| รวมต้นทุนคงที่และสเปรดของสัญญาณ | ฿1,700 | ฿1,500 + ฿200 = ฿1,700 |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดสเปรดต่างกัน และมีค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่ม ตัวเลขค่าบริการในตารางเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่ราคาจริงจากผู้ให้บริการรายใด
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้จะพาคุณคำนวณต้นทุนของบริการหนึ่งรายการเป็นบาทต่อเดือน และเทียบกับจำนวนจุดที่ต้องได้ก่อนเริ่มมีกำไร ขั้นตอนทั้งหมดใช้ตัวเลขจาก USD/THB ที่หนึ่งมาตรฐานล็อตเท่ากับ ฿10 ต่อจุด
- 01
เขียนค่าบริการรายเดือนเป็นบาท
เริ่มจากตัวเลขค่าบริการที่ผู้ให้บริการแจ้งไว้ เช่น ฿1,500 หรือ ฿2,000 ต่อเดือน เขียนไว้บรรทัดแรกของกระดาษ เพราะนี่คือต้นทุนที่เกิดแน่นอนไม่ว่าผลการเทรดจะเป็นอย่างไร หากมีค่าติดตั้งครั้งแรก ให้หารด้วยจำนวนเดือนที่คุณตั้งใจใช้ แล้วบวกเพิ่ม
- 02
นับจำนวนเทรดและคูณต้นทุนสเปรด
ประมาณจำนวนครั้งที่ระบบจะเทรดในหนึ่งเดือน แล้วคูณด้วยต้นทุนสเปรดต่อครั้ง สมมติ 10 ครั้ง ครั้งละ 2 จุด จะได้ ฿200 นำไปบวกกับค่าบริการรายเดือน ตัวเลขรวมคือต้นทุนขั้นต่ำที่คุณต้องถอนก่อนจึงจะเริ่มมีกำไร
- 03
แปลงต้นทุนรวมกลับเป็นจำนวนจุด
หารต้นทุนรวมด้วย ฿10 ซึ่งเป็นมูลค่าหนึ่งจุดบนหนึ่งมาตรฐานล็อต USD/THB ต้นทุน ฿2,200 จึงเท่ากับ 220 จุด ตัวเลขนี้บอกว่าต้องได้กี่จุดต่อเดือนเพียงเพื่อเท่าทุนค่าบริการและสเปรด ก่อนจะนับกำไรหรือขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคา
- 04
เทียบกับบันทึกผลย้อนหลัง
นำจำนวนจุดที่คำนวณได้ไปเทียบกับบันทึกผลย้อนหลังของผู้ให้บริการ โดยดูว่ามีกี่เดือนที่ทำได้เกินตัวเลขนั้น ผลในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต แต่การเทียบเช่นนี้ทำให้เห็นว่าต้นทุนสูงเกินไปหรือไม่ หากไม่มีบันทึกที่ตรวจสอบได้ ให้ถือว่าคุณยังประเมินไม่ได้
- 05
กำหนดขนาดสถานะและจุดตัดขาดทุนของคุณเอง
เลือกขนาดสถานะที่ทำให้ขาดทุนต่อจุดอยู่ในระดับที่บัญชีรับได้ แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนก่อนเปิดคำสั่งทุกครั้ง ขั้นตอนนี้ยังเป็นของคุณเสมอ แม้สัญญาณหรือหุ่นยนต์จะเป็นคนเลือกจังหวะเข้าออก การทำซ้ำทุกเดือนจะทำให้คุณเห็นต้นทุนจริงและปรับขนาดสถานะได้ตามผลที่เกิดขึ้น
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนเลือกใช้สัญญาณหรือหุ่นยนต์เพราะคิดว่าจะช่วยลดความเสี่ยง แต่กลับไม่ได้คำนวณว่าต้องได้กี่จุดต่อเดือนเพียงเพื่อถอนค่าบริการ หากค่าบริการคือ ฿1,500 และหนึ่งจุดบนหนึ่งมาตรฐานล็อตคือ ฿10 คุณต้องได้ 150 จุดก่อนจึงจะเริ่มมีกำไรจากค่าบริการนั้น วิธีที่ควรทำคือเขียนต้นทุนทั้งหมดเป็นบาทต่อเดือน แล้วเทียบกับจำนวนจุดที่ระบบทำได้จริงในอดีต โดยจำไว้ว่าผลในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต และคุณยังต้องรับผิดชอบขนาดสถานะและความผันผวนเองตรวจสอบตัวเอง
ถ้าคุณใช้สัญญาณที่คิดค่าบริการ ฿1,500 ต่อเดือน และเทรด USD/THB ด้วยหนึ่งมาตรฐานล็อต คุณต้องได้กี่จุดเพื่อถอนค่าบริการนี้พอดี
หนึ่งจุดบนหนึ่งมาตรฐานล็อตของ USD/THB คือ ฿10 ดังนั้น ฿1,500 ÷ ฿10 = 150 จุด
ถ้าคุณเทรด 10 ครั้งในหนึ่งเดือน แต่ละครั้งมีสเปรด 2 จุด ต้นทุนสเปรดรวมเป็นเท่าไร
2 จุด x ฿10 = ฿20 ต่อครั้ง จากนั้น ฿20 x 10 ครั้ง = ฿200
ถ้าคุณใช้หุ่นยนต์ที่คิดค่าบริการ ฿2,000 ต่อเดือน และมีต้นทุนสเปรด ฿200 จาก 10 เทรด ต้นทุนรวมขั้นต่ำคือเท่าไร
฿2,000 + ฿200 = ฿2,200
คำถามที่มักตามมา
ทำไมความเสี่ยงจากขนาดสถานะยังเป็นของฉันเมื่อใช้บริการคัดลอกการเทรด
เพราะคำสั่งซื้อขายออกจากบัญชีของคุณเอง ไม่ใช่บัญชีของผู้ให้บริการ หากคุณตั้งขนาดสถานะไว้หนึ่งมาตรฐานล็อตบน USD/THB ทุกจุดที่ราคาเคลื่อนสวนทางคิดเป็น ฿10 เท่าเดิม คุณจึงเลือกได้เองว่าจะลดขนาดลงเหลือเท่าไร ผู้ให้บริการคัดลอกเพียงส่งคำสั่งตามสัดส่วนที่ตกลง แต่ไม่ได้กำหนดว่าบัญชีคุณรับขาดทุนได้เท่าไร การตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นวิธีเดียวที่คุณกำหนดเพดานขาดทุนไว้ล่วงหน้าได้
ช่วงที่ราคา USD/THB กระโดดข้ามระดับที่ตั้งไว้ ใครรับผิดชอบการเลื่อนหลุด
ไม่มีผู้ให้บริการรายใดรับผิดชอบ เพราะคำสั่งถูกส่งเข้าตลาดจริงในนามบัญชีของคุณ ราคาที่คุณตั้งไว้เป็นเพียงเงื่อนไขที่ส่งไป ไม่ใช่ราคาที่รับประกันว่าจะได้ เมื่อข่าวออก ราคาอาจกระโดดหลายจุดในไม่กี่วินาที คำสั่งของคุณจึงอาจจับคู่ที่ราคาห่างจากที่ตั้งไว้ ผลต่างนี้คิดเป็นบาทตามขนาดสถานะของคุณเอง การเผื่อระยะห่างไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่คุณทำได้
ถ้าคัดลอกการเทรดและเดือนนั้นขาดทุน ฉันต้องจ่ายค่าตอบแทนไหม
โดยทั่วไปค่าตอบแทนของการคัดลอกการเทรดผูกกับกำไร ถ้าเดือนนั้นขาดทุน คุณมักไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่คุณยังแบกขาดทุนเต็มจำนวนตามขนาดสถานะที่คัดลอกมา เปอร์เซ็นต์ที่คิดจึงเป็นการแบ่งเฉพาะกำไร ไม่ใช่การแบ่งความเสี่ยง เงื่อนไขจริงแตกต่างกันในแต่ละผู้ให้บริการ และไม่มีมาตรฐานกลางที่ใช้ร่วมกัน
ระบบที่เทรดบ่อยทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นเท่าไร
จำนวนครั้งคูณต้นทุนต่อครั้งคือตัวเลขที่คุณต้องถอนก่อนค่าบริการ หากระบบเทรด 40 ครั้ง ครั้งละ 2 จุด ต้นทุนสเปรดคือ 40 คูณ ฿20 เท่ากับ ฿800 ต่อเดือน ต้นทุนนี้เกิดแน่นอนแม้ผลการเทรดจะขาดทุน เมื่อบวกค่าบริการรายเดือน ต้นทุนขั้นต่ำของเดือนนั้นจึงสูงขึ้นตามจำนวนครั้ง ไม่ใช่ตามผลกำไร
บันทึกผลย้อนหลังที่ผู้ให้บริการแสดง ควรตรวจอะไรบ้าง
ควรดูว่าระยะเวลาที่บันทึกไว้ครอบคลุมช่วงที่ตลาดผันผวนหรือไม่ และรวมค่าสเปรดกับค่าธรรมเนียมแล้วหรือยัง บันทึกที่ตัดช่วงขาดทุนออกจะดูดีกว่าความเป็นจริง ผลในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต ตัวเลขที่ควรสนใจคือจำนวนครั้งที่เทรดจริงต่อเดือน เพราะเป็นตัวกำหนดต้นทุนที่คุณต้องจ่ายแน่นอน
ฉันควรถามอะไรก่อนตกลงใช้บริการเหล่านี้
ถามให้ครบสามอย่าง คือจำนวนครั้งที่เทรดต่อเดือน ต้นทุนต่อครั้งเป็นบาท และวิธีคิดค่าตอบแทนว่าเป็นรายเดือนหรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไร จากนั้นนำจำนวนครั้งคูณต้นทุนต่อครั้ง บวกค่าบริการ เพื่อดูว่าต้องได้กี่จุดจึงจะถอนต้นทุนได้พอดี ตัวเลขค่าบริการแตกต่างกันมากในแต่ละผู้ให้บริการ คุณจึงควรเทียบเป็นบาทต่อเดือนของตัวเอง ไม่ใช่เทียบจากโฆษณา
คำที่ใช้ในหน้านี้
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณซื้อได้กับราคาที่คุณขายได้ในขณะเดียวกัน เป็นต้นทุนที่เกิดทุกครั้งที่เปิดและปิดคำสั่ง บน USD/THB หนึ่งมาตรฐานล็อต สเปรด 2 จุดคิดเป็น ฿20
- มาตรฐานล็อต
- หน่วยขนาดสถานะมาตรฐานหนึ่งหน่วยบนคู่เงินที่อ้างอิงดอลลาร์สหรัฐ ขนาดนี้กำหนดว่าทุกจุดที่ราคาเคลื่อนไหวคิดเป็นเงินบาทเท่าไร บน USD/THB หนึ่งมาตรฐานล็อต หนึ่งจุดคือ ฿10
- จุดตัดขาดทุน
- คำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อปิดสถานะเมื่อราคาเคลื่อนสวนทางถึงระดับหนึ่ง เป็นวิธีเดียวที่คุณกำหนดเพดานขาดทุนไว้ก่อนเปิดคำสั่ง ระดับนี้คุณเป็นคนเลือก ไม่ใช่ผู้ให้บริการ
- การเลื่อนหลุด
- เหตุการณ์ที่คำสั่งถูกจับคู่ที่ราคาห่างจากราคาที่ตั้งไว้ มักเกิดตอนข่าวออกแล้วราคากระโดดข้ามระดับอย่างรวดเร็ว ผลต่างนี้คิดเป็นบาทตามขนาดสถานะของคุณเอง
- การคัดลอกการเทรด
- วิธีที่คำสั่งของผู้ให้บริการถูกส่งเข้าบัญชีของคุณตามสัดส่วนที่ตกลง ค่าตอบแทนมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไร แต่คุณยังแบกขาดทุนเต็มจำนวนและกำหนดขนาดสถานะเอง
- ผลย้อนหลัง
- บันทึกผลการเทรดในอดีตของผู้ให้บริการหรือระบบ ใช้ดูจำนวนครั้งที่เทรดและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ผลในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต
สิ่งที่ควรจดจำ
- ไม่ว่าจะใช้สัญญาณ หุ่นยนต์ หรือการคัดลอกการเทรด คำสั่งยังออกจากบัญชีของคุณ ขนาดสถานะและความผันผวนจึงยังเป็นความเสี่ยงของคุณเสมอ
- เขียนต้นทุนทั้งหมดเป็นบาทต่อเดือน ทั้งค่าบริการและค่าสเปรด แล้วเทียบกับจำนวนจุดที่ระบบทำได้จริง
- ค่าตอบแทนของการคัดลอกการเทรดผูกกับกำไร แต่ขาดทุนคุณแบกเต็มจำนวน นี่คือการแบ่งกำไร ไม่ใช่การแบ่งความเสี่ยง
- ตัวเลขค่าบริการแตกต่างกันมากในแต่ละผู้ให้บริการ และผลในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต