สวิงและโพซิชันเทรด
เป้าหมายไม่ใช่การหาสัญญาณ แต่คือการรู้ว่าต้นทุนรวมและความเสี่ยงรวมของดีลหนึ่งดีลคิดออกมาเป็นเงินบาทได้อย่างไร ก่อนที่คุณจะตัดสินใจถือข้ามคืน
ค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนจากสเปรดเป็นสวอป
เมื่อถือดีลข้ามคืน ต้นทุนก้อนแรกที่หายไปคือสเปรด เพราะคุณจ่ายสเปรดเพียงครั้งเดียวตอนเปิดดีล ไม่ได้จ่ายซ้ำทุกวัน แต่จะมีต้นทุนใหม่เข้ามาแทน นั่นคือสวอป ซึ่งโบรกเกอร์คิดตามจำนวนคืนที่ถือและคิดต่างกันในแต่ละแห่ง บางแห่งหักจากบัญชีทุกวัน บางแห่งรวมไว้ตอนปิดดีล ตัวเลขสวอปจึงไม่ใช่ค่าคงที่ที่ใช้ได้กับทุกโบรกเกอร์
ลองคิดเป็นเงินบาทบน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 ด้วยบัญชี 1 ล็อตมาตรฐาน ซึ่งหนึ่งพอยต์มีค่า ฿10 สมมติสวอปคืนละ ฿45 ถ้าถือสี่คืน สวอปรวมคือ 45 คูณ 4 เท่ากับ ฿180 สเปรดรวมที่จ่ายตอนเปิดดีลคือ ฿60 ต้นทุนรวมทั้งดีลจึงเป็น 180 บวก 60 เท่ากับ ฿240 ตัวเลขนี้คือตัวที่ต้องเทียบกับเป้ากำไร ไม่ใช่ตัวสวอปเพียงอย่างเดียว
ถ้าเป้ากำไรของคุณคือ 30 พอยต์ หรือ ฿300 ต้นทุน ฿240 กินไปแปดในสิบของเป้า เหลือสุทธิเพียง ฿60 ต่อให้ราคาไปถึงเป้าเต็ม การถือสี่คืนก็ยังให้ผลน้อยกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก ทางเลือกคือย่นเวลาถือลงเหลือสองคืน ซึ่งลดสวอปเหลือ ฿90 และต้นทุนรวมเหลือ ฿150 หรือลดขนาดโพซิชันลงเพื่อให้จำนวนเงินที่เสี่ยงต่อคืนเล็กลงตามไปด้วย
ความเสี่ยงที่ย้ายจากเซสชันเดียวไปเป็นช่องว่างข้ามคืน
การเทรดในเซสชันเดียวมีความเสี่ยงที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้า ราคาเคลื่อนที่ตลอดเวลาที่คุณเฝ้าจอ และคุณปิดดีลได้ทุกเมื่อที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามแผน แต่เมื่อถือข้ามคืน ราคาจะเคลื่อนต่อในเวลาที่คุณนอนหลับ และความเสี่ยงก้อนใหม่จะโผล่มาในรูปช่องว่างราคา ช่องว่างคือการที่ราคาเปิดของวันถัดไปไม่ต่อเนื่องจากราคาปิดของวันก่อน
ช่องว่างเกิดได้เสมอ และเกิดจากเหตุที่คุณควบคุมไม่ได้ เช่น ข่าวเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ประกาศตอนตลาดปิด หรือเหตุการณ์ที่ทำให้สภาพคล่องบางลงในช่วงเปิดตลาด ขนาดของช่องว่างไม่มีการรับประกันว่าอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง บางครั้งเล็กจนแทบไม่กระทบ และบางครั้งใหญ่พอให้ราคาเปิดข้ามจุดที่คุณตั้งใจจะตัดขาดทุนไปเลย
สิ่งที่ทำได้คือคิดล่วงหน้าว่าถ้าราคาเปิดห่างจากจุดตัดขาดทุนของคุณ 20 พอยต์ จะเป็นเงินเท่าไร บน 1 ล็อตมาตรฐาน 20 พอยต์คือ ฿200 และถ้าเปิดห่าง 50 พอยต์คือ ฿500 คำถามที่ต้องตอบก่อนถือคือจำนวนเงินนั้นยังอยู่ในขนาดที่บัญชีรับไหวหรือไม่ ถ้าไม่ ไทม์เฟรมที่สั้นลงหรือขนาดโพซิชันที่เล็กลงคือคำตอบ ไม่ใช่การหวังว่าช่องว่างจะไม่เกิด
วิธีเขียนแผนต้นทุนก่อนเปิดดีลข้ามคืน
เขียนตัวเลขสี่ก้อนลงกระดาษก่อนกดเปิดดีล ก้อนแรกคือสเปรดเป็นบาท ก้อนที่สองคือสวอปต่อคืน ก้อนที่สามคือจำนวนคืนที่ตั้งใจจะถือ และก้อนที่สี่คือเป้ากำไรเป็นพอยต์แล้วแปลงเป็นบาท สี่ก้อนนี้ทำให้คุณเห็นภาพเดียวว่าดีลนี้ต้องเดินไปไกลแค่ไหนจึงจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายไป
ตรวจว่าต้นทุนรวมยังเหลือที่ว่างพอหรือไม่ ถ้าเป้ากำไร ฿300 และต้นทุนรวม ฿240 เหลือ ฿60 ซึ่งบางเกินไปสำหรับความเสี่ยงข้ามคืนหลายคืน ให้ปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง คือลดจำนวนคืน ลดขนาดโพซิชัน หรือเลื่อนเป้าให้ไกลขึ้นโดยยอมรับว่าต้องรอนานขึ้น การปรับเหล่านี้ทำได้ก่อนเปิดดีล และทำได้ฟรี
สุดท้ายให้เขียนตัวเลขช่องว่างที่รับได้ไว้ข้างแผน เช่น ถ้าราคาเปิดห่างจากจุดตัดขาดทุน 30 พอยต์ คิดเป็น ฿300 บัญชียังรับไหวหรือไม่ ตัวเลขนี้เป็นด่านสุดท้าย ไม่ใช่คำทำนาย เพราะคุณไม่ได้เดาว่าช่องว่างจะเกิดหรือไม่เกิด คุณเพียงกำหนดล่วงหน้าว่าถ้าเกิดแล้วจะรับผลได้แค่ไหน โบรกเกอร์แต่ละแห่งคิดสวอปและค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน ตัวเลขในบทนี้จึงเป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้กับทุกที่
ทำไมราคาตอนเปิดวันใหม่จึงไม่เท่าราคาตอนปิดวันเก่า
ตอนปิดวันเก่า ราคาอาจอยู่ที่ 36.4500 แต่พอเปิดวันใหม่ ราคาอาจเริ่มที่ 36.4820 ทันที ทั้งที่ไม่มีเทรดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ส่วนต่าง 0.0320 บาทต่อดอลลาร์นี้คือช่องว่างราคา คิดเป็น 320 พอยต์ ถ้ามูลค่าพอยต์คือ ฿10 ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน ช่องว่างนี้เท่ากับ ฿3,200 ในพริบตา
ถ้าถือ 1 ล็อตมาตรฐานและทิศทางตรงข้าม ราคาเปิดที่ต่างจากราคาปิด 320 พอยต์จะทำให้ขาดทุน ฿3,200 ก่อนที่คุณจะกดปิดดีลได้ด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำสั่งหยุดขาดทุนที่ตั้งไว้ที่ 36.4600 อาจถูกข้ามไป และไปจับที่ราคาเปิดจริงแทน
ช่องว่างเกิดจากข่าวใหญ่ที่ออกตอนตลาดปิด หรือตอนที่สภาพคล่องบางมาก เช่น ช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะกว้างแค่ไหน และไม่มีตัวเลขใดรับประกันได้
วิธีรับมือที่ทำได้จริงคือลดขนาดโพซิชันลงครึ่งหนึ่งเมื่อต้องถือข้ามคืนที่มีข่าวสำคัญ หรือปิดดีลก่อนเวลาข่าวออก ถ้าเลือกถือต่อ ให้เผื่อเงินในบัญชีสำหรับส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้นมากกว่าที่วางแผนไว้ และตรวจสอบกับโบรกเกอร์ว่าคิดสวอปและปัดเศษอย่างไร เพราะแต่ละแห่งไม่เท่ากัน
ดีลสี่วันบน USD/THB กำไร 20 พอยต์ เหลือเท่าไร
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดโพซิชัน | 1 ล็อตมาตรฐาน | USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานคือ 100,000 หน่วย |
| มูลค่าหนึ่งพอยต์ | ฿10 | 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ ฿10 ต่อพอยต์ |
| กำไรขั้นต้น | ฿200 | 20 พอยต์ คูณ ฿10 ต่อพอยต์ |
| สวอปต่อคืน | ฿45 | ตัวอย่างสมมติ ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ |
| จำนวนคืนที่ถือ | 3 คืน | เปิดวันจันทร์ ปิดวันพฤหัสบดี ถือข้ามคืนสามครั้ง |
| สวอปรวม | ฿135 | ฿45 คูณ 3 คืน |
| สเปรดขาเข้าและขาออก | ฿60 | สมมติสเปรดรวม 6 พอยต์ คูณ ฿10 ต่อพอยต์ |
| เหลือสุทธิ | ฿5 | ฿200 ลบ ฿135 ลบ ฿60 |
โบรกเกอร์แต่ละแห่งคิดสวอปไม่เท่ากัน บางแห่งปัดเศษ และอาจมีค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่ม ตัวเลขสวอปในที่นี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณ
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นต่อไปนี้เป็นลำดับที่คุณทำซ้ำได้กับทุกดีลข้ามคืน โดยเริ่มจากการหาต้นทุนก่อน แล้วจึงเทียบกับเป้าและความเสี่ยง
- 01
หาสเปรดเป็นบาท
เปิดหน้าสเปรดของโบรกเกอร์แล้วแปลงเป็นบาทด้วยมูลค่าพอยต์ของขนาดที่คุณใช้ บน 1 ล็อตมาตรฐาน USD/THB มูลค่าพอยต์คือ ฿10 จดตัวเลขนี้ไว้เป็นก้อนแรก
- 02
หาสวอปต่อคืนและคูณด้วยจำนวนคืน
ดูอัตราสวอปที่โบรกเกอร์ประกาศสำหรับคู่เงินนี้ แล้วคูณด้วยจำนวนคืนที่ตั้งใจถือ เช่น ฿45 ต่อคืน สี่คืนเป็น ฿180 ตัวเลขนี้เปลี่ยนได้ตามโบรกเกอร์และตามทิศทางของดีล
- 03
รวมต้นทุนทั้งสองก้อน
บวกสเปรดกับสวอปรวมเข้าด้วยกัน เช่น ฿60 บวก ฿180 เป็น ฿240 ตัวเลขนี้คือต้นทุนที่ต้องเอาชนะก่อนจะได้กำไรจริง
- 04
แปลงเป้ากำไรเป็นบาท
เอาเป้าเป็นพอยต์คูณมูลค่าพอยต์ เช่น 30 พอยต์บน 1 ล็อตมาตรฐานเป็น ฿300 แล้วลบต้นทุนรวมออก เหลือเท่าไรคือกำไรสุทธิถ้าราคาไปถึงเป้าเต็ม
- 05
กำหนดขนาดช่องว่างที่รับได้
เขียนจำนวนเงินที่ยอมเสียถ้าราคาเปิดข้ามจุดตัดขาดทุน เช่น 20 พอยต์เป็น ฿200 ถ้าตัวเลขนี้ใหญ่เกินกว่าที่บัญชีรับได้ ให้ลดขนาดโพซิชันหรือย่นเวลาถือ
- 06
เทียบและปรับก่อนเปิดดีล
ถ้าต้นทุนรวมใกล้เคียงกับเป้ากำไร ให้ปรับจำนวนคืนหรือขนาดโพซิชันก่อนกดเปิด ไม่ใช่หลังเปิด แล้วจดตัวเลขสุดท้ายไว้เพื่อเทียบกับผลจริงเมื่อปิดดีล
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการดูแค่กำไรจากพอยต์ แล้วลืมนับสวอปกับสเปรดรวมเข้าไปด้วย ทำให้คิดว่าดีลกำไรทั้งที่จริงอาจเหลือเพียงเล็กน้อย วิธีที่ควรทำคือเขียนต้นทุนทุกก้อนเป็นเงินบาทก่อนเปิดดีล ได้แก่ สเปรด สวอปต่อคืน และจำนวนคืนที่ตั้งใจถือ จากนั้นจึงเทียบกับเป้ากำไรเป็นพอยต์ ถ้าต้นทุนรวมใกล้เคียงกับเป้า ควรลดขนาดโพซิชันหรือย่นเวลาถือ ไม่ใช่เพิ่มความหวังว่าราคาจะไปไกลกว่าเดิม อีกเรื่องคือช่องว่างราคาข้ามคืนเกิดขึ้นได้เสมอ และอาจทำให้ราคาเปิดของวันถัดไปไม่ตรงกับที่คุณวางแผนไว้ตรวจสอบตัวเอง
ถ้าถือ 1 ล็อตมาตรฐาน กำไร 30 พอยต์ สวอปรวม ฿135 และสเปรดรวม ฿60 เหลือสุทธิเท่าไร
กำไรขั้นต้นคือ 30 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿300 ลบ ฿135 ลบ ฿60 เหลือสุทธิ ฿105
ถ้าถือ 0.50 ล็อตมาตรฐาน กำไร 20 พอยต์ มูลค่าพอยต์เท่าไร และกำไรขั้นต้นเท่าไร
มูลค่าพอยต์คือ ฿10 คูณ 0.50 เท่ากับ ฿5 ต่อพอยต์ กำไรขั้นต้นคือ 20 คูณ ฿5 เท่ากับ ฿100
คำถามที่มักตามมา
สวอปคิดตอนไหนและหักจากบัญชีอย่างไร
สวอปคือค่าถือข้ามคืนที่โบรกเกอร์คิดเมื่อคุณถือโพซิชันผ่านเวลาตัดรอบของวันนั้น แต่ละแห่งกำหนดเวลาตัดรอบไม่เหมือนกัน และคิดอัตราต่างกัน บางแห่งหักจากยอดเงินในบัญชีทุกวัน บางแห่งรวมยอดไว้แล้วหักตอนปิดดีล ตัวเลขสวอปจึงไม่ใช่ค่าคงที่ที่ใช้ได้กับทุกโบรกเกอร์ วิธีที่ชัดที่สุดคือเปิดตารางสวอปของโบรกเกอร์ที่คุณใช้แล้วคูณด้วยจำนวนคืนที่ตั้งใจถือ
ทำไมสเปรดจ่ายครั้งเดียวแต่สวอปจ่ายทุกคืน
สเปรดคือส่วนต่างราคาซื้อและราคาขายที่คุณจ่ายตอนเข้าดีล เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวของการเปิดและปิดดีล สวอปไม่เกี่ยวกับการเข้าออก แต่เกี่ยวกับเวลาที่คุณถือโพซิชันค้างไว้ เมื่อถือหนึ่งคืนก็เกิดหนึ่งครั้ง ถือสี่คืนก็เกิดสี่ครั้ง ต้นทุนรวมจึงไม่ได้อยู่ที่สเปรดอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มาจากจำนวนคืนคูณกับอัตราสวอปต่อคืน
ช่องว่างราคาข้ามคืนวัดเป็นเงินบาทได้อย่างไร
ช่องว่างคือการที่ราคาเปิดของวันถัดไปไม่ต่อเนื่องจากราคาปิดของวันก่อน ขนาดของช่องว่างคิดเป็นพอยต์ได้ แล้วแปลงเป็นบาทด้วยมูลค่าพอยต์ของขนาดโพซิชันที่คุณถือ ถ้าถือ 1 ล็อตมาตรฐาน มูลค่าพอยต์คือ ฿10 ช่องว่าง 20 พอยต์จึงเท่ากับ ฿200 และ 50 พอยต์เท่ากับ ฿500 ตัวเลขนี้ต้องเทียบกับขนาดบัญชีว่ายังรับไหวหรือไม่
จุดตัดขาดทุนที่ตั้งไว้ยังทำงานตอนราคาเปิดข้ามช่องว่างหรือไม่
จุดตัดขาดทุนเป็นคำสั่งที่ทำงานเมื่อราคาแตะระดับที่ตั้งไว้ แต่ถ้าราคาเปิดของวันถัดไปข้ามระดับนั้นไปเลย คำสั่งจะเข้าที่ราคาเปิดที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอาจแย่กว่าระดับที่ตั้งไว้หลายพอยต์ ส่วนต่างนี้คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากช่องว่าง และคุณควบคุมไม่ได้ เพราะเกิดตอนตลาดปิด สิ่งที่ทำได้คือคิดล่วงหน้าว่าถ้าเปิดห่างจากจุดตัดขาดทุน 20 หรือ 50 พอยต์ จะเป็นเงินเท่าไร
ถ้าต้นทุนรวมกินเป้ากำไรเกือบหมด ควรทำอย่างไร
ทางเลือกมีสองทางที่แตะตัวเลขได้จริง ทางแรกคือย่นจำนวนคืนที่ถือลง ทำให้สวอปน้อยลงและต้นทุนรวมลดตาม ทางที่สองคือลดขนาดโพซิชัน ทำให้ทั้งมูลค่าพอยต์และจำนวนเงินที่เสี่ยงต่อคืนเล็กลงพร้อมกัน ทั้งสองทางแก้ที่ต้นทุนและความเสี่ยง ไม่ได้แก้ที่ความหวังว่าราคาจะไปไกลกว่าเดิม การรอให้ราคาวิ่งเกินเป้าไม่ใช่การจัดการต้นทุน
ตัวเลขสวอปและค่าธรรมเนียมในบทนี้ใช้กับโบรกเกอร์ไหน
ตัวเลขสวอปในบทนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขจริงของโบรกเกอร์รายใด โบรกเกอร์แต่ละแห่งคิดสวอปไม่เท่ากัน บางแห่งปัดเศษ และอาจมีค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเข้ามา การชำระเงินทำได้ด้วยการโอนผ่านธนาคารและ PromptPay ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ ก่อนคิดต้นทุนจริงควรดูตารางค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คุณใช้เอง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- สวอป
- ค่าถือโพซิชันข้ามคืนที่โบรกเกอร์คิดตามจำนวนคืนที่ถือ คิดเป็นอัตราต่อคืนและแตกต่างกันในแต่ละแห่ง
- ช่องว่างราคา
- การที่ราคาเปิดของวันถัดไปไม่ต่อเนื่องจากราคาปิดของวันก่อน เกิดจากเหตุที่เกิดขึ้นตอนตลาดปิด ขนาดของช่องว่างไม่มีการรับประกัน
- มูลค่าพอยต์
- จำนวนเงินบาทที่หนึ่งพอยต์มีค่า ขึ้นอยู่กับขนาดโพซิชันที่ถือ บัญชี 1 ล็อตมาตรฐานบน USD/THB ในบทนี้ใช้ ฿10 ต่อพอยต์
- ต้นทุนรวม
- ผลบวกของสเปรดกับสวอปรวมของดีลหนึ่งดีล เป็นตัวเลขที่ต้องเทียบกับเป้ากำไร ไม่ใช่ดูแค่สวอปหรือสเปรดอย่างใดอย่างหนึ่ง
- ล็อตมาตรฐาน
- ขนาดโพซิชันหน่วยใหญ่ที่ใช้ในตัวอย่างของบทนี้ หนึ่งล็อตมาตรฐานทำให้หนึ่งพอยต์มีค่า ฿10 การลดขนาดลงครึ่งหนึ่งทำให้มูลค่าพอยต์เหลือ ฿5
สิ่งที่ควรจดจำ
- การถือข้ามคืนย้ายค่าใช้จ่ายจากสเปรดซึ่งจ่ายครั้งเดียว ไปเป็นสวอปซึ่งคิดตามจำนวนคืนที่ถือ
- การถือข้ามคืนย้ายความเสี่ยงจากความผันผวนที่คุณเฝ้าดูอยู่ ไปเป็นช่องว่างราคาที่เกิดตอนตลาดปิดและควบคุมไม่ได้
- ก่อนเปิดดีลให้เขียนสเปรด สวอปต่อคืน จำนวนคืน และเป้ากำไรเป็นบาท แล้วดูว่าต้นทุนรวมเหลือที่ว่างพอหรือไม่
- ถ้าต้นทุนรวมใกล้เป้ากำไร ให้ลดจำนวนคืนหรือลดขนาดโพซิชัน ไม่ใช่เพิ่มความหวังว่าราคาจะไปไกลกว่าเดิม