ภาษีจากการเทรดในประเทศของคุณ
ยกตัวอย่าง USD/THB ที่ราคาประมาณ 36.4500 หนึ่งจุดบนหนึ่งสัญญามาตรฐานมีค่า ฿10 (100,000 คูณ 0.0001) ตัวเลขนี้จะใช้ตลอดบทเรียนเพื่อให้คุณคำนวณตามได้
ในประเทศไทย หน่วยงานที่กำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคือ SEC Thailand แต่หน้าที่ในการยื่นภาษี和个人所得税เป็นเรื่องของกรมสรรพากร คุณต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน
ใครต้องรู้ผลการเทรดของคุณ และรู้ไปทำไม
การเทรด USD/THB ไม่ได้เกิดขึ้นในที่ลับ การซื้อขายสกุลเงินต่างประเทศถือเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง และผลกำไรที่ได้มานั้นเข้าข่ายเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีนั้น หน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดการลงทุนในประเทศไทยคือ SEC Thailand ซึ่งดูแลเรื่องความโปร่งใสของผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายกัน ส่วนการจัดเก็บภาษีจากตัวบุคคลเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร สองหน่วยงานนี้ทำงานคนละด้าน จึงต้องแยกให้ออกตั้งแต่ต้น
เมื่อคุณเทรดผ่านแพลตฟอร์มใดก็ตาม ตัวแพลตฟอร์มไม่ได้หักภาษีเงินได้ให้คุณเหมือนการหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน ภาระในการรวมยอดและยื่นแบบจึงตกอยู่ที่คุณเองทั้งหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บบันทึกจึงสำคัญกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด ถ้าคุณไม่เก็บอะไรไว้เลย คุณจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งปีกำไรสุทธิเท่าไร และการประมาณจากความจำมักคลาดเคลื่อนไปในทางที่ทำให้ตัวเลขไม่ตรงกับความจริง
อีกจุดที่คนมักสับสนคือคิดว่ากำไรจากการเทรดเป็นเงินได้ประเภทเดียวกับดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งถูกหักภาษีไว้แล้วตอนรับเงิน ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เงินได้จากกำไรการเทรดต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได อัตราที่คุณจ่ายจริงจึงขึ้นอยู่กับรายได้รวมทั้งปีของคุณ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน เพราะเหตุนี้คำตอบเรื่องภาษีของเพื่อนที่เทรดเหมือนกันจึงอาจไม่เหมือนของคุณ
กำไรและขาดทุนที่ต้องนับ ไม่ใช่ยอดคงเหลือในบัญชี
หลายคนเปิดแอปแล้วดูยอดคงเหลือในบัญชีเป็นตัวเลขเดียวที่ใช้อ้างอิง แต่นั่นเป็นความผิดพลาดพื้นฐาน เพราะยอดคงเหลือรวมเงินที่คุณฝากเข้าไปและหักเงินที่คุณถอนออกไปแล้ว มันจึงไม่ใช่กำไรจากการเทรด สิ่งที่ต้องนับคือผลต่างระหว่างราคาที่เปิดกับราคาที่ปิดของแต่ละดีล คูณกับขนาดสัญญา แล้วรวมทุกดีลเข้าด้วยกันทั้งปี
ยกตัวอย่างที่คำนวณตามได้ ถ้าคุณเทรด USD/THB ขนาด 0.20 สัญญามาตรฐาน หนึ่งจุดมีค่า ฿10 ดังนั้น 0.20 สัญญาคือ ฿2 ต่อจุด ถ้าปิดที่กำไร 15 จุด ดีลนั้นได้ ฿30 ถ้าดีลถัดไปขาดทุน 12 จุดบน 0.10 สัญญา ซึ่งคิดเป็น ฿1 ต่อจุด ก็ขาดทุน ฿12 เมื่อรวมสองดีล กำไรสุทธิก่อนค่าใช้จ่ายคือ ฿18
ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือกำไรที่ต้องนำไปคำนวณภาษีมักไม่ใช่ ฿30 จากดีลแรก แต่เป็นผลรวมสุทธิของทั้งปีหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และค่าใช้จ่ายเหล่านี้เองที่ทำให้ตัวเลขสุดท้ายต่างจากที่เห็นบนหน้าจอ ค่าคอมมิชชัน ค่าสเปรด และค่าธรรมเนียมอื่นแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ จึงไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่ คุณต้องดูอัตราจริงของโบรกเกอร์ที่คุณใช้และหักออกเอง
หลักฐานที่ต้องเก็บตั้งแต่วันแรกที่เทรด
การเก็บหลักฐานที่ดีเริ่มก่อนเทรดครั้งแรก ไม่ใช่หลังสิ้นปี หลักฐานที่ควรมีคือใบยืนยันการเทรดจากแพลตฟอร์ม สลิปโอนเงินจากธนาคาร และสลิป PromptPay ทุกครั้งที่ฝากหรือถอน เพราะสามอย่างนี้ตอบคำถามคนละข้อ ใบยืนยันบอกราคาและขนาด สลิปบอกว่าเงินเข้าและออกจริงเมื่อไร ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง การพิสูจน์ยอดจะยุ่งยากขึ้นมาก
วิธีที่ทำได้จริงคือจดลงตารางเดียวทุกเดือน โดยมีคอลัมน์วันที่ คู่เงิน ขนาดสัญญา ราคาเปิด ราคาปิด ค่าใช้จ่าย และกำไรหรือขาดทุนสุทธิ เมื่อครบปีคุณจะได้ไฟล์เดียวที่รวมทุกดีล ไม่ต้องมานั่งไล่ดูประวัติย้อนหลังทีละหน้า การทำแบบนี้ใช้เวลาต่อเดือนไม่มาก แต่ช่วยลดความเครียดตอนเตรียมยื่นภาษีได้มาก
สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าลบหรือแก้ย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย ถ้าพบว่าจดผิดให้เพิ่มบรรทัดแก้ไขพร้อมวันที่และเหตุผลไว้ข้างล่าง การเก็บบันทึกที่มีร่องรอยการแก้ไขยังดีกว่าการลบแล้วเริ่มใหม่ เพราะแสดงว่าคุณติดตามอย่างสม่ำเสมอ และถ้าถูกถามที่มาของตัวเลข คุณจะตอบได้ทันทีว่ามาจากเอกสารใด
กำไร 20 จุดบน 0.10 สัญญา คิดเป็นเงินบาทเท่าไร
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญา | 0.10 สัญญามาตรฐาน | หนึ่งสัญญามาตรฐาน USD/THB เท่ากับ 100,000 หน่วย |
| หนึ่งจุดมีค่าเท่าไร | ฿10 ต่อหนึ่งสัญญามาตรฐาน | 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท |
| กำไรจากราคา 20 จุด | ฿200 | 20 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿200 |
| สเปรดที่จ่ายไป | ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ | แต่ละโบรกเกอร์คิดไม่เท่ากัน ต้องดูจากหน้าจอตอนส่งคำสั่ง |
| ยอดที่อาจต้องนำไปคำนวณภาษี | กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายที่หักได้ | ตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และหลักฐานที่คุณเก็บไว้ |
โบรกเกอร์อาจปัดเศษราคา คิดค่าคอมมิชชัน หรือบวกส่วนต่างเพิ่มจากที่แสดงไว้ และอัตราภาษีจริงขึ้นอยู่กับฐานภาษี和个人所得税ของแต่ละคน จึงต้องตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีอีกครั้ง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่ทำได้จริงตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเทรด เพื่อให้เมื่อถึงเวลายื่นภาษีคุณมีตัวเลขพร้อมโดยไม่ต้องย้อนหาอะไร
- 01
เปิดโฟลเดอร์เก็บเอกสารแยกตามเดือน
สร้างโฟลเดอร์ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แล้วแยกเป็นสิบสองโฟลเดอร์ตามชื่อเดือน เก็บสลิปธนาคาร สลิป PromptPay และใบยืนยันการเทรดไว้ในเดือนที่เกิดรายการจริง การแยกตั้งแต่ต้นทำให้ค้นหาง่ายเมื่อต้องอ้างอิงย้อนหลัง
- 02
จดทุกดีลลงตารางเดียวทันทีที่ปิด
บันทึกวันที่ คู่เงิน ขนาดสัญญา ราคาเปิด ราคาปิด และค่าใช้จ่ายของดีลนั้น อย่ารอจบวันหรือจบเดือน เพราะรายละเอียดจะเลือนหาย การจดทันทีทำให้ตัวเลขตรงกับใบยืนยันที่เก็บไว้
- 03
คำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเป็นบาททุกเดือน
นำจุดที่ได้หรือเสียมาคูณกับมูลค่าต่อจุดของขนาดสัญญาที่ใช้ แล้วหักค่าคอมมิชชันและค่าสเปรดออก สรุปเป็นตัวเลขสุทธิหนึ่งบรรทัดต่อเดือน ตัวเลขนี้จะเป็นฐานให้คุณรวมทั้งปีได้ง่าย
- 04
แยกเงินฝากและเงินถอนออกจากกำไร
อย่านำยอดคงเหลือในบัญชีมาใช้เป็นกำไร ให้บันทึกเงินฝากและเงินถอนเป็นคนละบรรทัดกับผลการเทรด เพราะยอดคงเหลือปนทั้งสองอย่างและจะทำให้ตัวเลขกำไรสูงหรือต่ำเกินจริง
- 05
ตรวจตัวเลขกับโบรกเกอร์ก่อนสรุปทั้งปี
ขอรายงานประจำปีจากแพลตฟอร์มหรือดาวน์โหลดประวัติทั้งหมด แล้วเทียบกับตารางที่คุณจดไว้ ถ้าตัวเลขไม่ตรงให้หาสาเหตุทันที เช่น ดีลที่ลืมจดหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้หัก ความต่างเล็กน้อยที่ปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตอนยื่น
- 06
ปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรเมื่อไม่แน่ใจ
อัตราภาษีจริงและรายการหักลดหย่อนขึ้นอยู่กับรายได้รวมและสถานะของคุณ จึงไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีเพื่อยืนยันวิธีคำนวณก่อนยื่นแบบ
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเริ่มเทรดโดยไม่เก็บใบยืนยันการเทรดหรือสลิปโอนเงินไว้เลย พอถึงเวลาต้องยื่นภาษีก็ไม่มีตัวเลขให้อ้างอิง วิธีที่ควรทำคือเก็บทุกอย่างตั้งแต่ครั้งแรก ทั้งสลิปธนาคาร สลิป PromptPay และรายงานจากแพลตฟอร์ม แล้วจดกำไรขาดทุนรายเดือนลงตารางเดียว อย่าใช้ความจำหรือยอดคงเหลือในบัญชีเป็นตัวเลขเดียว เพราะยอดคงเหลือรวมเงินฝากและถอนออกไปแล้วตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเทรด USD/THB 0.20 สัญญามาตรฐาน ได้กำไร 15 จุด จะได้กี่บาท
หนึ่งจุดบนหนึ่งสัญญามาตรฐานเท่ากับ ฿10 ดังนั้น 0.20 สัญญาคือ ฿2 ต่อจุด แล้ว 15 คูณ ฿2 เท่ากับ ฿30
ถ้าขาดทุน 12 จุดบน 0.10 สัญญามาตรฐาน ขาดทุนกี่บาท
0.10 สัญญาคือ ฿1 ต่อจุด ดังนั้น 12 คูณ ฿1 เท่ากับขาดทุน ฿12
คำถามที่มักตามมา
ต้องยื่นแบบไหน และยื่นเมื่อไร
กำไรจากการเทรดถือเป็นเงินได้บุคคลธรรมดา จึงต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี ปกติกำหนดยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป แต่กำหนดการและแบบที่ใช้แตกต่างกันไปตามประเภทเงินได้ของคุณ จึงควรตรวจกับกรมสรรพากรโดยตรงก่อนถึงกำหนด อย่าอ้างกำหนดการจากคนอื่นเพราะแต่ละคนมีเงินได้ไม่เหมือนกัน
ขาดทุนทั้งปีต้องจ่ายภาษีไหม
ถ้าผลรวมทั้งปีหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วขาดทุน ก็ไม่มีกำไรสุทธิให้คิดภาษี แต่ยังต้องเก็บบันทึกไว้ เพราะถ้าปีถัดไปมีกำไร การยกขาดทุนมาหักกับกำไรของปีอื่นมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามประเภทเงินได้ ต้องตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีว่าทำได้แค่ไหนในกรณีของคุณ อย่าสรุปเองว่าขาดทุนแล้วไม่ต้องทำอะไร
ค่าใช้จ่ายในการเทรดหักจากกำไรได้ไหม
ค่าคอมมิชชัน ค่าสเปรด และค่าธรรมเนียมที่จ่ายจริงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งเงินได้ จึงมักนำมาหักได้ แต่เงื่อนไขการหักแตกต่างกันไปตามประเภทเงินได้และหลักฐานที่คุณมี ต้องเก็บใบยืนยันการเทรดและรายงานจากแพลตฟอร์มไว้เป็นหลักฐาน เพราะถ้าไม่มีเอกสารก็หักไม่ได้ ตรวจเงื่อนไขกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีก่อนยื่น
แพลตฟอร์มออกเอกสารสรุปยอดให้ไหม
แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีรายงานประวัติการเทรดให้ดาวน์โหลด แต่รูปแบบและรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละที่ บางแห่งแยกกำไรขาดทุนให้ บางแห่งให้เพียงรายการดิบที่ต้องคำนวณเอง ควรดาวน์โหลดทุกเดือนแล้วจดลงตารางเดียว ไม่ใช่รอปลายปีเพราะบางแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลย้อนหลังได้จำกัด
ต้องแจ้ง SEC Thailand ด้วยไหม
ไม่ต้อง การยื่นภาษีเป็นเรื่องของกรมสรรพากร ส่วน SEC Thailand ดูแลความโปร่งใสของผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย การที่คุณเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับไม่ได้หมายความว่าภาษีถูกจัดการให้แล้ว ภาระการรวมยอดและยื่นแบบยังอยู่ที่คุณเองทั้งหมด
ถ้าเทรดหลายแพลตฟอร์มต้องรวมอย่างไร
ต้องนำกำไรขาดทุนจากทุกแพลตฟอร์มมารวมกันเป็นยอดเดียว ไม่แยกยื่นทีละที่ เพราะเงินได้ของคุณคือผลรวมทั้งหมดทั้งปี การแยกยื่นอาจทำให้ตัวเลขไม่ตรงกับความจริงและเกิดปัญหาภายหลัง วิธีที่ง่ายคือทำตารางเดียวจดทุกดีลจากทุกที่ แล้วรวมยอดตอนปลายปี
In ประเทศไทย
- หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน
- SEC Thailand
- หน่วยงานจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- กรมสรรพากร
- สกุลเงินที่ใช้ในบทเรียน
- บาท (฿) และรหัส THB
- เครื่องมือที่ใช้ในตัวอย่าง
- USD/THB ที่ราคาประมาณ 36.4500
- ช่องทางรับเงินที่พบบ่อย
- โอนผ่านธนาคารและ PromptPay
คำที่ใช้ในหน้านี้
- SEC Thailand
- หน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในประเทศไทย ดูแลความโปร่งใสของผู้ให้บริการและผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีจากบุคคล
- กรมสรรพากร
- หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นผู้ที่คุณต้องยื่นแบบและตรวจเงื่อนไขการหักค่าใช้จ่ายด้วย
- สัญญามาตรฐาน
- ขนาดสัญญาขั้นต่ำที่ใช้ในการเทรด USD/THB หนึ่งสัญญามีมูลค่าต่อจุดตามที่กำหนดไว้ ขนาดที่เล็กกว่านี้จะคิดตามสัดส่วน
- สลิป PromptPay
- หลักฐานการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ใช้ยืนยันว่าเงินเข้าออกบัญชีเทรดเมื่อไรและเท่าไร ควรเก็บทุกครั้งที่ฝากหรือถอน
- อัตราขั้นบันได
- วิธีคิดภาษีที่อัตราเพิ่มขึ้นตามรายได้รวมทั้งปี ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน คำตอบเรื่องภาษีของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน
- กำไรสุทธิ
- ผลรวมกำไรหักผลรวมขาดทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งปี เป็นตัวเลขที่ต่างจากยอดคงเหลือในบัญชีเพราะยอดคงเหลือรวมเงินฝากและถอนไปแล้ว
สิ่งที่ควรจดจำ
- กำไรจากการเทรด USD/THB เป็นเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่น ภาระการรวมยอดและยื่นแบบอยู่ที่คุณเอง
- ยอดคงเหลือในบัญชีไม่ใช่กำไร เพราะรวมเงินฝากและถอนไปแล้ว ต้องนับผลต่างราคาเปิดกับราคาปิดคูณขนาดสัญญาของทุกดีล
- เก็บใบยืนยันการเทรด สลิปธนาคาร สลิป PromptPay และรายงานจากแพลตฟอร์มตั้งแต่วันแรก แล้วจดลงตารางเดียว
- ค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีแตกต่างกันไปในแต่ละคนและแต่ละโบรกเกอร์ ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชี ไม่ใช้ตัวเลขของคนอื่น