กราฟและกรอบเวลา
ตัวอย่างคำนวณ: หนึ่งจุดบน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วย) คือ ฿10 เพราะ 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท ตัวเลขนี้ใช้คิดกำไรขาดทุนจริงเป็นบาท
กรอบเวลาคือการเลือกความละเอียดของข้อมูล
กรอบเวลาคือระยะเวลาที่แท่งราคาหนึ่งแท่งใช้สร้างขึ้น ราคาเดียวกันถูกบันทึกซ้ำในหลายกรอบ เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงมีแท่ง H1 เพียงแท่งเดียว แต่มีแท่ง M5 อยู่สิบสองแท่ง กรอบที่สั้นกว่าจะเก็บรายละเอียดมากกว่า และกรอบที่ยาวกว่าจะตัดรายละเอียดนั้นออกไป
การอ่านกรอบเวลาหนึ่งกรอบไม่ผิด แต่การอ่านกรอบเดียวแล้วสรุปทิศทางของทั้งตลาดคือจุดที่พลาดบ่อย เมื่อคุณดู USD/THB ในกรอบ M5 ราคาที่ขยับขึ้นลงเล็กน้อยจะดูเหมือนเทรนด์ชัดเจน เพราะแท่งสั้นทำให้ทุกการเคลื่อนไหวดูใหญ่ขึ้นในสายตา
จำนวนแท่งบนจอไม่เท่ากับจำนวนเวลา หน้าจอที่แสดง 100 แท่ง M5 ครอบคลุมเวลาไม่ถึงวันทำการ ส่วน 100 แท่ง D1 ครอบคลุมเวลาหลายเดือน เมื่อคุณเทียบสองหน้าจอโดยไม่ดูเวลาที่แท่งหนึ่งกิน คุณกำลังเทียบสิ่งที่ต่างกัน
การเลือกกรอบจึงเป็นการเลือกว่าจะมองความผันผวนระดับไหน ไม่มีกรอบใดถูกที่สุด เพราะกรอบที่เหมาะขึ้นกับระยะเวลาที่คุณถือสถานะจริง ไม่ใช่กรอบที่ดูสวยที่สุดบนหน้าจอ
กรอบที่คุณเทรดกำหนดขนาดความเสี่ยงเป็นบาท
เมื่อคุณรู้ว่ากรอบใดคือกรอบที่คุณใช้ตัดสินใจเข้าและออก คุณจะคำนวณระยะห่างระหว่างราคาเข้าถึงจุดตัดขาดทุนเป็นบาทได้ ตัวอย่างเช่น USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐาน 100,000 หน่วย หนึ่งจุดคือ ฿10 เพราะ 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท ถ้าคุณตั้งจุดตัดขาดทุนห่าง 300 จุดบนหนึ่งล็อตมาตรฐาน ตัวเลขคือ 300 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿3,000
ตัวเลข ฿3,000 นี้เป็นความเสี่ยงที่คุณรู้ล่วงหน้าก่อนกดคำสั่ง ไม่ใช่ค่าที่คุณเดาจากกราฟ ถ้าคุณใช้กรอบ M5 ตั้งจุดตัดขาดทุนสั้นเกินไป ราคาอาจแกว่งถึงจุดนั้นด้วยความผันผวนปกติของกรอบ แล้วกลับไปทางเดิม ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงคือ ฿3,000 ที่หายไปโดยไม่ได้มาจากการที่คุณอ่านทิศทางผิด
ในทางกลับกัน ถ้าคุณตั้งจุดตัดขาดทุนห่างมากบนกรอบเล็ก จำนวนบาทที่เสี่ยงจะโตขึ้นตามระยะห่าง ไม่ใช่ตามความมั่นใจของคุณ การปรับขนาดล็อตให้ความเสี่ยงเป็นบาทคงที่จึงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้กรอบเวลาสองกรอบอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดกัน
กรอบที่คุณเทรดคือกรอบที่กำหนดว่าจุดตัดขาดทุนควรอยู่ห่างเท่าไรในหน่วยจุด เมื่อแปลงเป็นบาทแล้วคุณจะเห็นว่าความเสี่ยงเท่าเดิมหรือไม่ แม้คุณเปลี่ยนกรอบหรือเปลี่ยนขนาดล็อต
อ่านสองกรอบให้ทำหน้าที่ต่างกัน
วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือให้กรอบใหญ่ทำหน้าที่บอกทิศทางรวม และกรอบเล็กทำหน้าที่หาจังหวะเข้า ถ้าคุณถือสถานะไม่กี่ชั่วโมง กรอบ H1 บอกว่ากราฟกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง ส่วนกรอบ M5 ใช้หาจุดที่ราคาย้อนกลับมาพอสมควรแล้ว แต่ละกรอบมีงานของตัวเอง และไม่ควรใช้กรอบเล็กตัดสินทิศทางแทนกรอบใหญ่
ความขัดกันระหว่างสองกรอบไม่ใช่สัญญาณผิดพลาด แต่เป็นข้อมูลว่าเวลาที่คุณจะถือสถานะอาจสั้นกว่าที่คิด ถ้า H1 ยังเป็นขาลงและ M5 กำลังขึ้น การเข้าซื้อตาม M5 คือการเทรดสวนทิศทางของ H1 ซึ่งทำได้ แต่ต้องรู้ว่ากรอบที่ใช้ตัดสินใจออกคือ M5 ไม่ใช่ H1
จำนวนจุดที่ใช้ตั้งจุดตัดขาดทุนควรคิดจากกรอบที่คุณเทรด ไม่ใช่กรอบที่คุณดูประกอบ ถ้าคุณเข้าโดยใช้ M5 แต่ตั้งจุดตัดขาดทุนตามระยะที่เห็นบน H1 ระยะนั้นอาจกว้างกว่าที่คุณตั้งใจ และจำนวนบาทที่เสี่ยงจะโตตามไปด้วย
การบันทึกว่าคุณใช้กรอบใดเข้าและกรอบใดออก ทำให้คุณตรวจย้อนหลังได้ว่าผลลัพธ์มาจากกรอบไหน ไม่ใช่จากความรู้สึกว่ากราฟวันนี้ดูขึ้น
ทำไมกรอบเวลาที่ต่างกันจึงเล่าเรื่องคนละเรื่อง
เมื่อเปิดกราฟ USD/THB สองหน้าต่างพร้อมกัน กรอบ 5 นาทีกับกรอบวันจะนับแท่งเทียนไม่เท่ากัน หนึ่งแท่งในกรอบวันรวมการซื้อขายทั้งวันไว้แล้ว ส่วนแท่งในกรอบ 5 นาทีเก็บเพียงเศษเสี้ยวของวันนั้น ราคาเดียวกันจึงถูกห่อด้วยบริบทที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ลำดับของแท่งจึงไม่เหมือนกันด้วย
การเปิดของแท่งใหม่คือจุดที่กรอบเวลาตัดสินใจว่าจะเริ่มนับตรงไหน กรอบ 5 นาทีเริ่มนับใหม่ทุกห้านาที ส่วนกรอบวันเริ่มนับใหม่เมื่อวันซื้อขายเปลี่ยน จำนวนแท่งที่เห็นจึงไม่ใช่จำนวนเหตุการณ์ แต่เป็นจำนวนครั้งที่เราแบ่งเวลา สิ่งนี้ทำให้เส้นค่าเฉลี่ยที่วาดบนสองกรอบตอบคำถามต่างกัน
ค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมกินพื้นที่ของการเคลื่อนไหวทุกกรอบเท่ากัน แต่กรอบเล็กมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่าในแต่ละแท่ง ต้นทุนจึงคิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับระยะที่ราคาไปได้จริง ตัวเลข ฿1 ต่อจุดบน 0.10 ล็อตมาตรฐานไม่ได้เปลี่ยนตามกรอบเวลา แต่จำนวนจุดที่มีให้เก็บในหนึ่งแท่งเปลี่ยน
การเลือกกรอบจึงเป็นการเลือกว่าจะยอมให้ต้นทุนคงที่กินสัดส่วนเท่าไรของเป้าหมาย วิธีตรวจที่ทำได้คือเขียนจำนวนจุดของเป้าหมายและจำนวนจุดของต้นทุนลงไปเทียบกันในกรอบที่ใช้จริง ถ้าต้นทุนกินสัดส่วนสูงเกินไป คำตอบไม่ใช่การเปลี่ยนกรอบ แต่เป็นการลดขนาดหรือรอจังหวะที่ระยะห่างกว้างกว่าเดิม
หนึ่งการเคลื่อนไหว 0.2000 บาท บนสามกรอบเวลา
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| กรอบ M5 | ฿2,000 | ราคาเคลื่อนจาก 36.4500 ไป 36.6500 = 0.2000 บาท ต่อ 100,000 หน่วย = 0.2000 คูณ 100,000 = ฿20,000 |
| กรอบ H1 | ฿20,000 | การเคลื่อนไหวเดียวกัน วัดจาก 36.4500 ถึง 36.6500 บนหนึ่งล็อตมาตรฐาน ได้ ฿20,000 เท่ากัน เพราะจำนวนหน่วยเท่ากัน |
| กรอบ D1 | ฿20,000 | กรอบวันยังให้ ฿20,000 จาก 0.2000 บาท คูณ 100,000 หน่วย แต่ทิศทางที่เห็นในภาพอาจเป็นแค่แท่งเดียว |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยมของราคา คิดสเปรด หรือมีค่าธรรมเนียมเพิ่มจากนี้ ตัวเลข ฿20,000 จึงเป็นค่าก่อนหักต้นทุนและอาจต่างกันตามเงื่อนไขของแต่ละที่
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่คุณทำได้บนกราฟ USD/THB โดยเริ่มจากการตั้งกรอบและจบด้วยการแปลงความเสี่ยงเป็นบาท
- 01
เปิดกรอบใหญ่ก่อน
เปิดกราฟ USD/THB ในกรอบ D1 หรือ H1 แล้วดูว่าราคากำลังอยู่ในช่วงขึ้น ลง หรือ sideways โดยไม่ต้องตัดสินใจซื้อขาย ขั้นนี้ใช้เวลาสั้น เพราะคุณเพียงต้องการรู้ทิศทางรวมก่อนลงไปกรอบเล็ก
- 02
เลือกกรอบที่คุณจะเทรด
เลือกกรอบที่ตรงกับเวลาที่คุณถือสถานะจริง ถ้าถือไม่กี่ชั่วโมงให้ใช้ H1 เป็นกรอบหลัก และใช้ M5 หาจังหวะเข้า เขียนกรอบที่เลือกไว้ข้างแผน เพื่อไม่ให้สลับกรอบกลางทางโดยไม่มีเหตุผล
- 03
วัดระยะเป็นจุด
วัดระยะจากราคาที่คุณจะเข้าถึงจุดตัดขาดทุนเป็นจุดบนกรอบที่คุณเทรด สมมติได้ 300 จุด จากนั้นแปลงเป็นบาทด้วยขนาดล็อตของคุณ หนึ่งล็อตมาตรฐาน 100,000 หน่วย หนึ่งจุดคือ ฿10 ดังนั้น 300 จุดบนหนึ่งล็อตคือ ฿3,000
- 04
ปรับขนาดล็อตให้ความเสี่ยงคงที่
ถ้า ฿3,000 มากกว่าที่คุณรับได้ ให้ลดขนาดล็อตแทนการย่อจุดตัดขาดทุนให้สั้นลง เพราะการย่อจุดตัดขาดทุนบนกรอบเล็กทำให้ราคาแกว่งถึงจุดนั้นได้ง่ายขึ้น ตัวเลขความเสี่ยงเป็นบาทต้องเท่าเดิมทุกครั้งที่คุณเทรด
- 05
ตรวจสองกรอบอีกครั้งก่อนกดคำสั่ง
ย้อนดูว่ากรอบใหญ่และกรอบที่คุณเทรดยังไปทางเดียวกันหรือไม่ ถ้าขัดกัน ให้รู้ตัวว่าคุณกำลังเทรดสวนกรอบใหญ่ และกรอบที่ใช้ตัดสินใจออกคือกรอบเล็กที่คุณเลือกไว้แต่แรก
- 06
บันทึกผลหลังปิดสถานะ
จดกรอบที่ใช้เข้า กรอบที่ใช้ออก จำนวนจุด และจำนวนบาทที่ได้หรือเสีย การจดแบบนี้ทำให้คุณเห็นได้ว่าผลลัพธ์มาจากกรอบใด ไม่ใช่จากความรู้สึกว่ากราฟวันนั้นดูง่าย
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
คนมักดูกรอบ 5 นาทีแล้วคิดว่าราคากำลังขึ้นแรง ทั้งที่กรอบวันยังเป็นขาลง การเทรดตามกรอบเล็กโดยไม่ดูกรอบใหญ่ทำให้ตั้งจุดตัดขาดทุนผิดที่ ควรเลือกกรอบเวลาที่ตรงกับแผน เช่น ถ้าถือไม่กี่ชั่วโมงให้ใช้ H1 เป็นหลัก แล้วใช้ M5 หาจังหวะเข้า และใช้ D1 ดูทิศทางรวม วิธีนี้ทำให้ขนาดความเสี่ยงเป็นบาทชัดเจนขึ้นตรวจสอบตัวเอง
ถ้าราคา USD/THB เคลื่อน 0.0500 บาท และคุณเทรด 0.10 ล็อตมาตรฐาน (10,000 หน่วย) กำไรหรือขาดทุนเป็นบาทเท่าไร
0.0500 คูณ 10,000 = ฿500
ถ้าหนึ่งจุดคือ ฿10 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน แล้ว 0.10 ล็อต หนึ่งจุดคิดเป็นบาทเท่าไร
฿10 คูณ 0.10 = ฿1
ถ้าราคาเคลื่อนจาก 36.4500 ไป 36.5000 บนหนึ่งล็อตมาตรฐาน คิดเป็นกี่จุดและกี่บาท
0.0500 หาร 0.0001 = 500 จุด และ 500 คูณ ฿10 = ฿5,000
คำถามที่มักตามมา
ทำไมกรอบ 5 นาทีกับกรอบวันจึงบอกทิศทางต่างกัน
ทั้งสองกรอบบันทึกราคาเดียวกัน แต่แบ่งเวลาไม่เท่ากัน หนึ่งแท่ง H1 ใช้เวลา 60 นาที ส่วนหนึ่งแท่ง M5 ใช้เวลา 5 นาที ดังนั้นในหนึ่งชั่วโมงจึงมีแท่ง M5 อยู่สิบสองแท่ง การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่เห็นใน M5 อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการย่อในกรอบวัน ทิศทางรวมจึงต้องอ่านจากกรอบที่ยาวกว่าที่คุณใช้ตัดสินใจ
ถ้าเทรดกรอบ M5 ควรตั้งจุดตัดขาดทุนห่างเท่าไร
ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะความผันผวนของ USD/THB ในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน สิ่งที่ทำได้คือดูว่าราคาแกว่งปกติกี่จุดในกรอบนั้น แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนให้พ้นช่วงแกว่งนั้น จากนั้นแปลงเป็นบาทด้วยหนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ถ้าตัวเลขบาทสูงเกินที่รับได้ ให้ลดขนาดล็อตแทนการย่อจุดตัดขาดทุน
หนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็นบาทเท่าไรเมื่อล็อตไม่เท่ากัน
หนึ่งจุดคือ ฿10 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน หรือ 100,000 หน่วย ถ้าเทรด 0.10 ล็อต หนึ่งจุดคือ ฿10 คูณ 0.10 เท่ากับ ฿1 ถ้าเทรด 0.50 ล็อต หนึ่งจุดคือ ฿5 ตัวเลขนี้ใช้คูณกับจำนวนจุดที่ราคาเคลื่อนเพื่อหากำไรหรือขาดทุนเป็นบาท
การเคลื่อน 0.2000 บาทคิดเป็นกี่จุด
การเคลื่อน 0.2000 บาทเท่ากับ 2,000 จุด เพราะ 0.2000 หาร 0.0001 เท่ากับ 2,000 บนหนึ่งล็อตมาตรฐานคิดเป็น 2,000 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿20,000 ตัวเลข ฿20,000 นี้เป็นค่าก่อนหักต้นทุน โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม คิดสเปรด หรือมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม จึงต่างกันตามเงื่อนไขของแต่ละที่
ถ้ากรอบใหญ่กับกรอบเล็กขัดกัน ควรทำอย่างไร
ความขัดกันบอกว่าทิศทางรวมกับจังหวะเข้าตรงกันไม่ครบ ทางเลือกคือรอให้ทั้งสองกรอบไปทางเดียวกัน หรือลดขนาดล็อตและยอมรับว่าถือสถานะสั้นลง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือใช้กรอบเล็กตัดสินทิศทางแทนกรอบใหญ่ เพราะจุดตัดขาดทุนจะถูกตั้งผิดที่และความเสี่ยงเป็นบาทจะโตขึ้น
ต้องเปิดดูหลายกรอบพร้อมกันไหม
ไม่จำเป็นต้องเปิดหลายกรอบเสมอไป สิ่งที่ต้องรู้คือกรอบที่ใช้ตัดสินใจเข้าและออก และกรอบที่ใช้ดูทิศทางรวม ถ้าถือสถานะไม่กี่ชั่วโมง กรอบ H1 กับ M5 ก็เพียงพอ กรอบที่เพิ่มเข้ามาควรมีหน้าที่ชัดเจน ไม่ใช่เปิดไว้เพราะดูสวยบนหน้าจอ
คำที่ใช้ในหน้านี้
- กรอบเวลา
- ระยะเวลาที่แท่งราคาหนึ่งแท่งใช้สร้างขึ้น เช่น M5 คือห้านาที D1 คือหนึ่งวัน ราคาเดียวกันถูกบันทึกซ้ำในหลายกรอบ แต่แบ่งละเอียดไม่เท่ากัน
- จุด
- หน่วยย่อยที่สุดของการเคลื่อนไหวราคาที่ใช้กันบน USD/THB ในที่นี้หนึ่งจุดคือ 0.0001 บาท เมื่อคิดบนหนึ่งล็อตมาตรฐานจึงเท่ากับ ฿10
- ล็อตมาตรฐาน
- ขนาดสัญญา 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ใช้เป็นฐานในการแปลงจำนวนจุดให้เป็นบาท เช่น 0.10 ล็อตมาตรฐานคือ 10,000 หน่วย
- จุดตัดขาดทุน
- ระดับราคาที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อปิดสถานะเมื่อขาดทุนถึงจำนวนที่กำหนด ระยะห่างจากราคาเข้าเป็นจุด เมื่อคูณกับมูลค่าต่อจุดจะได้ความเสี่ยงเป็นบาท
- ความผันผวน
- ขนาดการแกว่งของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ความผันผวนสูงหมายถึงราคาแกว่งกว้างในเวลาสั้น ทำให้จุดตัดขาดทุนที่ตั้งสั้นเกินไปถูกแตะได้ง่าย
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่โบรกเกอร์เสนอ เป็นต้นทุนที่เกิดทันทีเมื่อเปิดสถานะ ขนาดของสเปรดแตกต่างกันตามโบรกเกอร์และช่วงเวลา
สิ่งที่ควรจดจำ
- กรอบเวลาคือการเลือกความละเอียด ไม่ใช่การเลือกตลาดที่ต่างกัน ราคาเดียวจึงดูเหมือนหลายแบบ
- จำนวนแท่งบนจอไม่เท่ากับจำนวนเวลา ต้องดูว่าแท่งหนึ่งกินเวลานานเท่าไรก่อนเทียบสองหน้าจอ
- กรอบที่คุณเทรดกำหนดว่าจุดตัดขาดทุนควรห่างกี่จุด และเมื่อคูณกับมูลค่าต่อจุดจะได้ความเสี่ยงเป็นบาทที่รู้ล่วงหน้า
- ให้กรอบใหญ่บอกทิศทางรวมและกรอบเล็กหาจังหวะเข้า ถ้าสองกรอบขัดกัน ให้ลดขนาดล็อตหรือรอ แทนการฝืนเทรด