เดย์เทรด
เมื่ออ่านจบ คุณจะคำนวณกำไรขาดทุนของวันเดียวได้เอง รู้ว่าค่าธรรมเนียมและสเปรดถูกหักจากผลลัพธ์อย่างไร และรู้ว่าทำไมการปิดสถานะก่อนเวลาสวอปจึงเปลี่ยนต้นทุนของวันนั้น.
ขนาดสถานะกำหนดว่าหนึ่งจุดมีค่าเท่าไรในบัญชีของคุณ
สูตรที่ใช้จริงทุกวันคือ จำนวนจุดที่ราคาเคลื่อน คูณ มูลค่าต่อจุดของขนาดที่ถืออยู่ ที่ราคา 36.4500 หนึ่งจุดของ USD/THB คือ 0.0001 บนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 ตัวคูณนี้ไม่เปลี่ยนตามราคาที่เข้า แต่เปลี่ยนตามขนาดสถานะ
ถ้าเปิดด้วย 0.10 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿1 เปิดด้วย 0.50 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿5 เปิดด้วย 2 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿20 ความกว้างของเป้ากับความลึกของจุดตัดขาดทุนจึงต้องถูกอ่านเป็นบาท ไม่ใช่เป็นจุดลอย ๆ
ยกตัวอย่างที่คำนวณได้ เปิด 0.50 ล็อตที่ 36.4500 เป้า 90 จุด 90 คูณ ฿5 เท่ากับ ฿450 จุดตัดขาดทุน 40 จุด 40 คูณ ฿5 เท่ากับ ฿200 อัตราส่วนระหว่างสองตัวเลขนี้คือสิ่งที่กำหนดว่าวันนั้นคุ้มจะเปิดหรือไม่
จำนวนจุดที่คุณยอมรับได้ต่อวันมีเพดานเป็นบาท ไม่ใช่เป็นจำนวนครั้ง เปิด 3 ครั้ง ครั้งละ 40 จุด บน 0.50 ล็อต รวม 120 จุด คิดเป็น ฿600 ตัวเลขนี้ต้องอยู่ในแผนก่อนเปิดสถานะแรก ไม่ใช่คำนวณตอนตลาดวิ่งแล้ว
สเปรดและค่าธรรมเนียมถูกหักจากกำไรขั้นต้นทุกครั้งที่ปิด
สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย ปรากฏทันทีที่คุณเปิดสถานะ ถ้าสเปรดของ USD/THB ขณะนั้นกว้าง 20 จุด บน 1 สแตนดาร์ดล็อต ต้นทุนเริ่มต้นคือ ฿200 ก่อนราคาจะขยับเลยด้วยซ้ำ
บางโบรกเกอร์คิดค่าคอมมิชชันแยกต่อล็อต บางแห่งรวมไว้ในสเปรดแล้ว อัตราแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ และไม่ควรใช้ตัวเลขของที่หนึ่งไปคาดหวังกับอีกที่หนึ่ง ตัวเลข ฿150 เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีหัก ไม่ใช่ข้อเสนอของโบรกเกอร์ใด
ตัวอย่างเต็มวงจร เปิด 1 สแตนดาร์ดล็อตที่ 36.4500 ปิดที่ 36.4680 ได้กำไรขั้นต้น 180 จุด คิดเป็น ฿1,800 หักสเปรด ฿200 และค่าธรรมเนียม ฿150 เหลือ ฿1,450 นี่คือตัวเลขที่เข้าบัญชีจริง
ถ้าปิดที่ 36.4420 แทน ขาดทุนขั้นต้น 80 จุด คิดเป็น ฿800 เมื่อบวกสเปรดและค่าธรรมเนียมอีก ฿350 ยอดที่หายจากบัญชีคือ ฿1,150 ค่าใช้จ่ายคงที่ทำให้การขาดทุนเล็กกลายเป็นการขาดทุนที่ใหญ่ขึ้น
การปิดตรงเวลาเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคำนวณ
เดย์เทรดไม่มีสวอปเพราะไม่ถือข้ามคืน แต่ถ้าปิดไม่ทันเวลาสวอปของวันนั้น ต้นทุนที่คุณคำนวณไว้ตอนเช้าจะไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง เวลาสวอปของแต่ละโบรกเกอร์ไม่เหมือนกัน จึงต้องตรวจจากตารางของโบรกเกอร์ที่ใช้ ไม่ใช่เดาจากเวลาไทย
การกำหนดเวลาปิดล่วงหน้ามีผลต่อตัวเลขโดยตรง สมมติคุณตั้งเป้า 100 จุด บน 0.50 ล็อต คือ ฿500 ถ้าตลาดไปได้เพียง 60 จุดก่อนถึงเวลาปิด การปิดตรงเวลาคือ ฿300 ซึ่งยังเป็นบวก การเลยเวลาเพื่อรอ 100 จุดแลกมาด้วยค่าสวอปและความเสี่ยงที่ไม่ถูกนับไว้
อีกด้านหนึ่ง การปิดก่อนเวลาเพราะกลัวก็มีต้นทุน สเปรดถูกจ่ายเต็มจำนวนทุกครั้งที่เปิดและปิด การเปิดแล้วปิดถี่เกินไปจะทำให้ค่าใช้จ่ายคงที่กินกำไรขั้นต้นจนหมด จำนวนครั้งที่เปิดต่อวันจึงควรถูกจำกัดด้วยตัวเลข ไม่ใช่ด้วยอารมณ์
วิธีที่ตรวจสอบได้คือจดราคาเปิด ราคาปิด เวลาเปิด เวลาปิด และค่าใช้จ่ายรวมของทุกสถานะในวันเดียว แล้วเทียบกับแผนที่เขียนไว้ก่อนตลาดเปิด ส่วนต่างที่พบซ้ำ ๆ คือจุดที่ควรแก้ในแผนของวันถัดไป
ทำไมต้นทุนต่อจุดจึงไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา
สเปรดของ USD/THB ไม่ได้คงที่ตลอดวัน ช่วงที่ตลาดคึกคักมักมีสเปรดแคบกว่าช่วงที่คนซื้อขายบางตา เพราะมีคำสั่งซื้อขายรออยู่มากกว่า จึงจับคู่ราคาได้ใกล้กันกว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าสเปรดแคบ 20 จุด ต้นทุนเปิดและปิดหนึ่งรอบคิดเป็น 20 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿200 แต่ถ้าสเปรดกว้างขึ้นเป็น 60 จุด ต้นทุนรอบเดียวกันกลายเป็น ฿600 ทันที ก่อนที่ราคาจะวิ่งไปทางใดเลย.
เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียม ต้นทุนจริงจึงเปลี่ยนไปตามเวลาที่คุณเข้าและออก ต้องบวกสองอย่างเข้าด้วยกันเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขสเปรดบนหน้าจอ เพราะค่าธรรมเนียมบางแห่งคิดเป็นรอบละ ฿150 ต่อล็อต ซึ่งเท่ากับ 15 จุดบน USD/THB พอดี ลองเทียบดูว่าถ้าคุณเทรด 10 รอบในหนึ่งวัน ต้นทุนรวมจะเป็นเท่าไร แล้วถามตัวเองว่าราคาต้องวิ่งไปไกลแค่ไหนจึงจะคุ้ม.
อีกจุดที่ต่างจากสถานะข้ามคืนคือ จำนวนครั้งที่คุณเปิดและปิด ยิ่งเปิดบ่อย ต้นทุนยิ่งทบขึ้นเป็นเท่าตัว โดยไม่มีสวอปมาชดเชยหรือหักล้างให้ เดย์เทรดหนึ่งรอบจบในตัว แต่การเทรดสิบรอบหมายถึงจ่ายสเปรดและค่าธรรมเนียมสิบครั้ง ตัวเลข ฿10 ต่อจุดยังเหมือนเดิม แต่กำไรสุทธิที่เหลือถึงมือคุณจะน้อยลงตามจำนวนรอบที่เพิ่ม.
วิธีรับมือทำได้โดยจดบันทึกทุกครั้งที่ปิดสถานะ ว่าจ่ายสเปรดและค่าธรรมเนียมไปเท่าไร แล้วนำมาหารเฉลี่ยต่อรอบ ตัวเลขนี้จะบอกว่ากำไรขั้นต้นเท่าไรจึงจะเหลือเป็นกำไรจริง เมื่อรู้เพดานนี้แล้ว คุณจะเลือกได้ว่าวันไหนควรเทรดน้อยรอบลง เพราะการลดจำนวนรอบคือการลดต้นทุนที่แน่นอนที่สุดในวันที่ราคาไม่เอื้ออำนวย.
หนึ่งวันของ USD/THB: จาก 36.4500 ถึง 36.4620
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ราคาเข้า | 36.4500 | ราคาที่บันทึกตอนเปิดสถานะซื้อ |
| ขนาดสถานะ | 1 สแตนดาร์ดล็อต | 100,000 หน่วยของ USD/THB |
| ราคาปิด | 36.4620 | ราคาที่ปิดสถานะก่อนเวลาสวอป |
| ผลต่างราคา | 0.0120 | 36.4620 ลบ 36.4500 |
| จำนวนจุด | 120 จุด | 0.0120 หาร 0.0001 |
| มูลค่าต่อจุด | ฿10 | หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตของ USD/THB |
| กำไรขั้นต้น | ฿1,200 | 120 คูณ ฿10 |
| สเปรดที่หักไว้ | ฿150 | 15 จุด คูณ ฿10 เป็นค่าประมาณ |
| กำไรสุทธิ | ฿1,050 | ฿1,200 ลบ ฿150 |
สเปรดและค่าธรรมเนียมแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งคิดค่าคอมมิชชันเพิ่ม บางแห่งรวมในสเปรด ตัวเลข ฿150 เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ข้อเสนอของโบรกเกอร์ใด.
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่ทำได้จริงในหนึ่งวัน โดยเริ่มจากตัวเลขก่อนเปิดตลาด และจบด้วยการบันทึกหลังปิดสถานะ
- 01
เขียนเพดานขาดทุนเป็นบาทก่อนเปิดตลาด
กำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่ยอมเสียในวันนั้นเป็นบาท เช่น ฿600 แล้วแปลงกลับเป็นจุดตามขนาดสถานะที่ใช้ ถ้าใช้ 0.50 ล็อต เพดาน ฿600 คือ 120 จุด ตัวเลขนี้ต้องเขียนไว้ก่อนเห็นราคา เพื่อไม่ให้เปลี่ยนตามอารมณ์
- 02
เลือกขนาดสถานะจากมูลค่าต่อจุด
ตรวจว่ามูลค่าต่อจุดของขนาดที่เลือกเป็นเท่าไร บน 1 สแตนดาร์ดล็อตคือ ฿10 บน 0.50 ล็อตคือ ฿5 ขนาดที่ใหญ่เกินไปจะทำให้จุดตัดขาดทุนที่สมเหตุสมผลกลายเป็นเงินจำนวนมาก
- 03
คำนวณจุดคุ้มทุนของวันนั้น
บวกสเปรดและค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะจ่ายในหน่วยบาท แล้วหารด้วยมูลค่าต่อจุด ผลลัพธ์คือจำนวนจุดที่ราคาต้องไปก่อนที่คุณจะเริ่มได้กำไรจริง ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าระยะเป้าที่ตั้งไว้ห่างพอหรือไม่
- 04
ตั้งเวลาเปิดและเวลาปิดไว้ในแผน
เขียนเวลาเปิดสูงสุดและเวลาปิดที่ชัดเจน โดยอ้างจากเวลาสวอปของโบรกเกอร์ที่ใช้ ไม่ใช่เวลาที่เดาเอา เมื่อถึงเวลาปิด ให้ปิดตามนั้นแม้ราคาจะยังไม่ถึงเป้า
- 05
จดทุกสถานะหลังปิด
บันทึกราคาเปิด ราคาปิด จำนวนจุด ค่าใช้จ่าย และเวลาที่ใช้จริงของแต่ละสถานะ รวมยอดของวันเป็นบาทเดียว ตัวเลขรวมนี้คือสิ่งที่บอกว่าวิธีของคุณทำงานหรือไม่ ไม่ใช่ความรู้สึกระหว่างตลาดวิ่ง
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือถือสถานะไว้ข้ามเวลาสวอปเพราะหวังว่าราคาจะไปต่อ ผลคือเกิดค่าสวอปที่ไม่ได้คำนวณไว้ตั้งแต่ต้น และความเสี่ยงข้ามคืนที่อยู่นอกแผนของวันนั้น วิธีที่ควรทำคือกำหนดเวลาปิดที่ชัดเจนในแผนตั้งแต่ก่อนเปิดสถานะ และปิดตามเวลานั้นแม้ราคาจะยังไม่ถึงเป้า เพราะเดย์เทรดคือการปิดภายในเซสชันเดียว ไม่ใช่การเลื่อนเป็นพอร์ตระยะยาวโดยไม่ตั้งใจ.ตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเปิดซื้อ USD/THB ที่ 36.4500 ด้วย 1 สแตนดาร์ดล็อต แล้วปิดที่ 36.4680 กำไรขั้นต้นเป็นกี่บาท
ผลต่างราคาคือ 36.4680 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0180 คิดเป็น 180 จุด คูณ ฿10 ต่อจุด ได้ ฿1,800 ก่อนหักสเปรดและค่าธรรมเนียม.
ถ้าปิดที่ 36.4420 แทน กำไรหรือขาดทุนเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่าย
ผลต่างคือ 36.4420 ลบ 36.4500 เท่ากับ -0.0080 คิดเป็น -80 จุด คูณ ฿10 ได้ขาดทุน ฿800 ก่อนหักสเปรดและค่าธรรมเนียม.
คำถามที่มักตามมา
หนึ่งวันควรเปิดกี่ครั้งจึงจะพอดี
ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะเพดานที่แท้จริงคือจำนวนบาทที่ยอมเสียได้ในวันนั้น ไม่ใช่จำนวนครั้ง ลองคิดจากแผนที่วางไว้ เปิด 3 ครั้ง ครั้งละ 40 จุด บน 0.50 ล็อต รวม 120 จุด คิดเป็น ฿600 ถ้าเปิดครั้งที่สี่แล้วขาดทุนอีก 40 จุด ยอดรวมจะเป็น ฿800 ซึ่งเกินแผนตั้งแต่ยังไม่ถึงเที่ยง ตัวเลขนี้ต้องเขียนไว้ก่อนเปิดสถานะแรก
ทำไมปิดสถานะแล้วยอดที่ได้ไม่เท่ากับที่คำนวณไว้
เพราะกำไรขั้นต้นยังไม่หักค่าใช้จ่าย สเปรดถูกจ่ายทันทีที่เปิดสถานะ และค่าธรรมเนียมถูกหักเมื่อปิด ตัวอย่าง 1 สแตนดาร์ดล็อต เปิด 36.4500 ปิด 36.4680 ได้ 180 จุด คิดเป็น ฿1,800 หักสเปรด ฿200 และค่าธรรมเนียม ฿150 เหลือ ฿1,450 ยอดที่เข้าบัญชีคือตัวเลขหลังหักทั้งสองรายการ
สเปรดกับค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์เจ้าไหนถูกกว่า
หน้านี้ไม่แนะนำโบรกเกอร์ใด และไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้เทียบได้ เพราะแต่ละแห่งตั้งอัตราไม่เหมือนกัน บางแห่งคิดค่าคอมมิชชันแยกต่อล็อต บางแห่งรวมไว้ในสเปรดแล้ว สิ่งที่ทำได้คืออ่านตารางค่าใช้จ่ายของเจ้าที่คุณใช้อยู่ แล้วเอาตัวเลขนั้นมาคำนวณซ้ำ ไม่ใช่ใช้ตัวเลขของเจ้าอื่นมาคาดหวัง
ถ้าราคายังไม่ถึงเป้าแต่ใกล้เวลาสวอป ควรทำอย่างไร
แผนที่วางไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดสถานะควรมีเวลาปิดระบุชัด การปิดตามเวลานั้นคือการทำตามแผน ไม่ใช่การยอมแพ้ สมมติเป้าคือ 100 จุด บน 0.50 ล็อต คือ ฿500 ถ้าตลาดไปได้ 60 จุดก่อนถึงเวลา การปิดคือ ฿300 ซึ่งยังเป็นบวก การเลยเวลาเพื่อรอเป้าแลกมาด้วยค่าสวอปและความเสี่ยงที่ไม่ได้นับไว้
ปิดเร็วเกินไปมีต้นทุนอย่างไร
ทุกครั้งที่เปิดและปิด คุณจ่ายสเปรดเต็มจำนวน เปิด 10 ครั้งในหนึ่งวันบน 1 สแตนดาร์ดล็อต สเปรด 20 จุดต่อครั้ง คือ ฿200 ต่อครั้ง รวม ฿2,000 ก่อนที่ราคาจะขยับไปทางใดเลย กำไรขั้นต้นจึงต้องมากพอที่จะกลบตัวเลขนี้ก่อน ถ้าตั้งเป้าเล็กกว่าค่าใช้จ่ายต่อรอบ การเปิดถี่จะยิ่งทำให้ยอดติดลบ
เดย์เทรดต่างจากการถือข้ามคืนตรงไหนในเชิงตัวเลข
การถือข้ามคืนมีค่าสวอปซึ่งขึ้นกับแต่ละโบรกเกอร์และไม่ปรากฏในแผนของวันนั้น เดย์เทรดตัดรายการนั้นออกไป แต่ยังจ่ายสเปรดและค่าธรรมเนียมเหมือนเดิม สิ่งที่แลกมาคือทุกการตัดสินใจทำขณะราคาเคลื่อนไหวจริง จึงไม่มีเวลาหยุดคิดนอกเวลาเทรด ต้องกำหนดทั้งเป้า จุดตัดขาดทุน และเวลาปิดไว้ล่วงหน้า
คำที่ใช้ในหน้านี้
- สวอป
- ค่าธรรมเนียมที่เกิดเมื่อถือสถานะข้ามเวลาที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ การคิดอัตราแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงต้องดูจากตารางของเจ้าที่ใช้ เดย์เทรดเลี่ยงรายการนี้ได้เพราะปิดภายในเซสชันเดียว
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย ปรากฏทันทีที่เปิดสถานะ ถ้าสเปรดกว้าง 20 จุด บน 1 สแตนดาร์ดล็อต ต้นทุนเริ่มต้นคือ ฿200 ก่อนราคาจะขยับด้วยซ้ำ
- มูลค่าต่อจุด
- จำนวนบาทที่บัญชีเปลี่ยนเมื่อราคาเคลื่อนหนึ่งจุด ตัวคูณนี้ผูกกับขนาดสถานะ ไม่ใช่ราคาที่เข้า ที่ราคา 36.4500 หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 ต่อจุด
- จุดตัดขาดทุน
- ระดับราคาที่คุณปิดสถานะเพื่อจำกัดการขาดทุนไว้ตามที่คำนวณได้ เปิด 0.50 ล็อต จุดตัดขาดทุน 40 จุด คือ ฿200 ตัวเลขนี้ต้องอยู่ในแผนก่อนเปิดสถานะแรก
- กำไรขั้นต้น
- ผลต่างราคาคูณมูลค่าต่อจุด ยังไม่หักสเปรดและค่าธรรมเนียม ปิดที่ 36.4680 จาก 36.4500 คือ 180 จุด คิดเป็น ฿1,800 ยอดที่เข้าบัญชีจริงคือตัวเลขหลังหักค่าใช้จ่าย
- เวลาสวอป
- เวลาที่โบรกเกอร์เริ่มคิดค่าถือข้ามคืน ไม่เหมือนกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงต้องตรวจจากตารางของเจ้าที่ใช้ ไม่ใช่เดาจากเวลาไทย การปิดก่อนเวลานี้คือสิ่งที่ทำให้ต้นทุนของวันตรงกับที่คำนวณไว้
สิ่งที่ควรจดจำ
- หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตของ USD/THB มีค่า ฿10 ที่ราคา 36.4500 และตัวคูณนี้เปลี่ยนตามขนาดสถานะ ไม่ใช่ตามราคาที่เข้า
- กำไรขั้นต้นคือผลต่างราคาคูณมูลค่าต่อจุด ยังไม่หักสเปรดและค่าธรรมเนียม ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
- การปิดก่อนเวลาสวอปทำให้ต้นทุนของวันตรงกับที่คำนวณไว้ตั้งแต่เช้า และเวลาสวอปต้องดูจากตารางของโบรกเกอร์ที่ใช้
- เพดานความเสี่ยงของวันเขียนเป็นบาท เช่น 120 จุด บน 0.50 ล็อต คือ ฿600 และต้องอยู่ในแผนก่อนเปิดสถานะแรก