บัญชีทดลอง: สอนอะไรและโกหกตรงไหน
บทเรียนนี้เปิดด้วยตัวเลขในสกุลเงินบาท หนึ่งจุดบน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อตคือ ฿10 และจะเห็นว่าตัวเลขเดียวกันบนหน้าจอทดลองกับบัญชีจริงอาจออกมาต่างกันได้
สิ่งที่บัญชีทดลองทำให้เห็นได้ตรงตามจริง
บัญชีทดลองเปิดฟรีและกดปุ่มซื้อขายได้เหมือนบัญชีจริง ทำให้เห็นหน้าจอ ราคา และปุ่มคำสั่งครบทุกอย่าง ตัวเลขบนหน้าจอทดลองคำนวณจากสูตรเดียวกันกับบัญชีจริง คือจำนวนจุดคูณมูลค่าต่อจุดต่อล็อต สิ่งที่ต่างกันคือปลายทางของคำสั่ง ไม่ใช่ตัวเลขบนหน้าจอ
ยกตัวอย่าง USD/THB ที่ราคา 36.4500 ขนาด 0.10 ล็อต หนึ่งจุดมีค่า ฿1 ถ้าราคาเลื่อน 20 จุด กำไรหรือขาดทุนบนหน้าจอคือ 20 คูณ ฿1 เท่ากับ ฿20 ตัวเลขนี้คำนวณได้เองโดยไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์ม และเป็นทักษะที่บัญชีทดลองฝึกได้จริง
บัญชีทดลองยังฝึกอ่านสเปรดได้ด้วย ราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขายห่างกันเท่าไรคือต้นทุนที่จ่ายทันทีที่เปิดคำสั่ง ถ้าสเปรดห่าง 3 จุด บน 0.10 ล็อต ต้นทุนเปิดคำสั่งคือ 3 คูณ ฿1 เท่ากับ ฿3 ตัวเลขนี้จะติดลบทันทีหลังกดปุ่ม และบัญชีทดลองแสดงให้เห็นชัดโดยไม่เสียเงินจริง
สิ่งที่บัญชีทดลองไม่ได้จำลอง
บัญชีทดลองมักจับคู่คำสั่งทันทีที่ราคาที่เห็นบนหน้าจอ แต่ตลาดจริงมีคนอีกฝั่งหนึ่งที่ต้องรับคำสั่งของเรา เมื่อราคาเคลื่อนเร็ว คำสั่งอาจได้ราคาไม่ตรงกับที่กด ส่วนต่างนี้เรียกว่า slippage และบัญชีทดลองส่วนใหญ่ไม่แสดงให้เห็น
อีกสิ่งที่ขาดคือ requote เมื่อราคาแกว่งแรง โบรกเกอร์บางรายอาจขอเสนอราคาใหม่ก่อนยืนยันคำสั่ง ทำให้คำสั่งไม่ถูกจับคู่ที่ราคาเดิม จำนวนเงินที่คำนวณไว้ล่วงหน้าจึงไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง บัญชีทดลองมักข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย
ความรู้สึกเมื่อเงินหายจากกระเป๋าจริงก็จำลองไม่ได้ การเห็นตัวเลขติดลบ ฿200 บนหน้าจอทดลองกับ ฿200 ที่หักจากบัญชีธนาคารจริงให้ความรู้สึกต่างกันมาก ความต่างนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจในจังหวะถัดไป และเป็นเหตุผลที่ผลลัพธ์ในบัญชีทดลองมักดีกว่าที่ควรเป็น
วิธีใช้บัญชีทดลองให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ใช้บัญชีทดลองฝึกคำสั่งให้คล่องก่อน โดยเริ่มจากคำสั่งง่ายที่สุด เช่น ซื้อที่ราคาตลาด ตั้งราคาเป้าหมาย และตั้งจุดตัดขาดทุน ฝึกกดซ้ำจนไม่ต้องมองหาปุ่ม และจดตัวเลขที่ได้ทุกครั้งลงในสมุดหรือไฟล์เดียว
เมื่อคล่องแล้ว ให้เปลี่ยนไปเทียบราคาที่คาดไว้กับราคาที่ได้จริงในบัญชีจริงขนาดเล็กที่สุด บันทึกส่วนต่างทุกครั้ง เช่น คาด 36.4500 แต่ได้ 36.4503 ต่างกัน 3 จุด คิดเป็น ฿3 บน 0.10 ล็อต ตัวเลขนี้คือต้นทุนจริงที่บัญชีทดลองไม่เคยแสดง
การบันทึกต่อเนื่องจะทำให้เห็นว่าส่วนต่างเกิดบ่อยแค่ไหนและช่วงเวลาใด โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม วิธีคิดจึงไม่เหมือนกันทุกเจ้า และตัวเลขที่บันทึกไว้จะบอกได้ดีกว่าคำโฆษณา
ทำไมตัวเลขในบัญชีทดลองจึงไม่ตรงกับบัญชีจริง
เมื่อกดคำสั่งในบัญชีทดลอง ระบบมักบันทึกทันทีที่ราคาซึ่งแสดงบนหน้าจอ แต่บัญชีจริงต้องส่งคำสั่งออกไปยังผู้ให้สภาพคล่องรายอื่นก่อน ราคาที่ได้จึงอาจเลื่อนไปตามคำสั่งซื้อขายที่เข้ามาในเสี้ยววินาทีนั้น ส่วนต่างนี้เกิดจากโครงสร้างการส่งคำสั่ง ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของแพลตฟอร์ม
อีกจุดที่ทำให้ตัวเลขต่างกันคือค่าสเปรด ค่าธรรมเนียม และการปัดทศนิยม โบรกเกอร์แต่ละรายกำหนดไม่เท่ากัน บางรายคิดค่าสเปรดกว้างขึ้นตอนตลาดเงียบ บางรายคิดค่าคอมมิชชันแยกต่างหาก ตัวเลขที่เห็นในบัญชีทดลองจึงเป็นเพียงภาพของโบรกเกอร์รายนั้น ไม่ใช่ค่ากลางของตลาด
จำนวนจุดที่ต่างกันดูเล็กน้อย แต่เมื่อคูณกับขนาดสถานะแล้วมีนัยสำคัญ สมมติราคาที่คาดคือ 36.4500 แต่ได้จริง 36.4505 ต่างกัน 5 จุด บนขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อตที่หนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 คิดเป็น ฿50 ต่อคำสั่งหนึ่งครั้ง ถ้าเทรดวันละ 10 ครั้ง ตัวเลขนี้สะสมเป็น ฿500 ต่อวัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่บัญชีทดลองไม่แสดงให้เห็น
วิธีตรวจสอบง่ายที่สุดคือจดราคาที่คาดไว้ก่อนกด ราคาที่ได้จริงหลังกด และค่าธรรมเนียมที่ถูกหัก แล้วนำมาเทียบกันทุกครั้งที่เทรด หลังทำครบ 20 ครั้ง จะเห็นค่าเฉลี่ยส่วนต่างของตัวเองชัดเจน ตัวเลขนี้ใช้ตั้งขนาดสถานะในบัญชีจริงได้ดีกว่าความรู้สึกจากหน้าจอทดลอง
หนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็น ฿10
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญา 1 สแตนดาร์ดล็อต | 100,000 USD | ขนาดมาตรฐานที่ใช้ในตัวอย่างนี้ |
| ราคา USD/THB อ้างอิง | 36.4500 | ราคาที่ใช้คำนวณในบทเรียนนี้ |
| หนึ่งจุด (pip) | 0.0001 | ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ของราคา |
| มูลค่าหนึ่งจุดต่อ 1 สแตนดาร์ดล็อต | ฿10 | คำนวณจาก 100,000 x 0.0001 = ฿10 |
| ราคาที่คาดหวังในบัญชีทดลอง | 36.4500 | บัญชีทดลองมักจับคู่ที่ราคานี้ทันที |
| ราคาที่อาจได้ในบัญชีจริง | 36.4503 หรือ 36.4497 | ราคาอาจขยับก่อนคำสั่งถูกจับคู่ ขึ้นกับสภาพตลาดและโบรกเกอร์ |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม และราคาที่ได้จริงอาจต่างจากที่แสดงบนหน้าจอทดลอง ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับการใช้บัญชีทดลองให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเริ่มจากสิ่งที่ฝึกได้ฟรีและตรงไปตรงมา ก่อนไปถึงการเทียบกับบัญชีจริงขนาดเล็ก
- 01
เปิดบัญชีทดลองและตั้งค่าให้เหมือนบัญชีจริง
เลือกแพลตฟอร์มที่ใช้คู่กับ USD/THB และตั้งขนาดเริ่มต้นไว้ที่ 0.10 ล็อต เพื่อให้หนึ่งจุดมีค่า ฿1 คำนวณง่าย ตั้งค่าหน้าจอให้แสดงราคาเสนอซื้อ ราคาเสนอขาย และสเปรดพร้อมกัน จะเห็นต้นทุนก่อนกดปุ่มทุกครั้ง
- 02
ฝึกคำสั่งพื้นฐานซ้ำจนไม่ต้องมองหาปุ่ม
กดซื้อที่ราคาตลาดหนึ่งครั้ง ตั้งราคาเป้าหมายหนึ่งครั้ง และตั้งจุดตัดขาดทุนหนึ่งครั้ง ทำให้ครบทั้งสามอย่างในคำสั่งเดียว ฝึกซ้ำจนมือจำตำแหน่งได้ ไม่ต้องเสียเวลาหาปุ่มตอนราคาเคลื่อน
- 03
จดตัวเลขที่คาดไว้ก่อนกดทุกครั้ง
เขียนราคาที่เห็นและจำนวนจุดที่คาดว่าจะได้ลงในสมุดก่อนกดปุ่ม เช่น 36.4500 และ 20 จุด คิดเป็น ฿20 บน 0.10 ล็อต การจดก่อนกดทำให้เทียบกับผลจริงได้ทันทีโดยไม่ต้องเดาย้อนหลัง
- 04
เปิดบัญชีจริงด้วยขนาดเล็กที่สุดและเทียบราคา
เริ่มด้วยขนาด 0.10 ล็อตเท่าเดิม เพื่อให้เทียบตัวเลขกับบัญชีทดลองได้ตรงกัน บันทึกราคาที่ได้จริงเทียบกับที่คาดไว้ทุกครั้ง และเก็บส่วนต่างไว้ดูว่าเกิดบ่อยแค่ไหนในแต่ละช่วงเวลา
- 05
ทบทวนบันทึกและปรับวิธีอ่านราคา
นับจำนวนครั้งที่ราคาจริงต่างจากที่คาด แล้วดูว่าช่วงเวลาใดต่างมากที่สุด ใช้ข้อมูลนี้ปรับวิธีตั้งราคาเป้าหมายและจุดตัดขาดทุน ไม่มีตัวเลขใดรับประกันผลลัพธ์ และค่าธรรมเนียมหรือการปัดเศษของแต่ละโบรกเกอร์อาจทำให้ผลต่างกัน
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเชื่อว่าผลลัพธ์ในบัญชีทดลองจะเหมือนบัญชีจริงทุกจุด เพราะบัญชีทดลองมักจับคู่คำสั่งทันทีที่ราคาที่เห็น แต่ตลาดจริงอาจเลื่อนราคา (slippage) หรือโบรกเกอร์อาจขอเสนอราคาใหม่ (requote) เมื่อราคาเคลื่อนไหวเร็ว ทำให้ได้ราคาไม่ตรงกับที่กด วิธีที่ควรทำคือใช้บัญชีทดลองฝึกคำสั่งและอ่านตัวเลขให้คล่องก่อน แล้วค่อยเริ่มบัญชีจริงด้วยขนาดเล็กที่สุด และจดบันทึกราคาที่ได้จริงเทียบกับที่คาดไว้ทุกครั้งตรวจสอบตัวเอง
ถ้าขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อตบน USD/THB หนึ่งจุดมีค่า ฿10 แล้วราคาเคลื่อน 20 จุด จะคิดเป็นเงินบาทเท่าไร
20 x ฿10 = ฿200
ถ้าขนาด 0.10 ล็อตบน USD/THB หนึ่งจุดมีค่าเท่าไร
฿10 x 0.10 = ฿1
ถ้าราคาที่กดคือ 36.4500 แต่ได้จริงที่ 36.4503 ต่างกันกี่จุด
36.4503 - 36.4500 = 0.0003 หรือ 3 จุด
คำถามที่มักตามมา
ทำไมตัวเลขบนหน้าจอทดลองกับบัญชีจริงจึงไม่เท่ากันเสมอ
หน้าจอทดลองคำนวณจากสูตรเดียวกับบัญชีจริง คือจำนวนจุดคูณมูลค่าต่อจุดต่อล็อต แต่ปลายทางของคำสั่งต่างกัน บัญชีทดลองมักจับคู่คำสั่งทันทีที่ราคาที่เห็น ส่วนตลาดจริงมีคนอีกฝั่งหนึ่งที่ต้องรับคำสั่ง เมื่อราคาเคลื่อนเร็ว คำสั่งอาจได้ราคาไม่ตรงกับที่กด ตัวอย่างเช่น กดที่ 36.4500 แต่ได้จริงที่ 36.4503 ต่างกัน 3 จุด บน 0.10 ล็อต คิดเป็น ฿3 ที่หายไปจากที่คำนวณไว้
ขนาดเท่าไรจึงเรียกว่าเล็กที่สุดสำหรับบัญชีจริง
ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์แต่ละราย เพราะขนาดต่ำสุดที่เปิดได้ไม่เท่ากัน บางรายเปิดได้ที่ 0.01 ล็อต บางรายกำหนดขั้นต่ำสูงกว่านั้น สิ่งที่ทำได้คือถามโบรกเกอร์ตรง ๆ ว่าขนาดต่ำสุดคือเท่าไร แล้วคำนวณก่อนเปิดว่าถ้าราคาเลื่อน 20 จุด จะคิดเป็นเงินบาทเท่าไร บน 0.10 ล็อต 20 จุดคือ ฿20 และบน 0.01 ล็อตคือ ฿2 ตัวเลขนี้ควรเป็นจำนวนที่ยอมรับได้หากหายไปจริง
ต้องบันทึกอะไรบ้างเมื่อเทียบราคาทดลองกับราคาจริง
บันทึกสี่อย่างในไฟล์เดียว วันและเวลาที่กด ราคาที่คาดไว้ ราคาที่ได้จริง และขนาดล็อตที่ใช้ ส่วนต่างระหว่างสองราคาคือ slippage คิดเป็นเงินบาทได้ด้วยจำนวนจุดคูณมูลค่าต่อจุดต่อล็อต การบันทึกต่อเนื่องจะทำให้เห็นว่าส่วนต่างเกิดบ่อยแค่ไหนและช่วงเวลาใด ซึ่งบอกได้ดีกว่าคำโฆษณาของโบรกเกอร์
สเปรดกับค่าธรรมเนียมต่างกันอย่างไร
สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย เป็นต้นทุนที่จ่ายทันทีที่เปิดคำสั่ง ถ้าสเปรดห่าง 3 จุด บน 0.10 ล็อต ต้นทุนคือ ฿3 และตัวเลขจะติดลบทันทีหลังกดปุ่ม ส่วนค่าธรรมเนียมคือเงินที่โบรกเกอร์เรียกเก็บแยกออกมา บางรายคิด บางรายไม่คิด และบางรายคิดค่าสเปรดสูงแทน วิธีคิดจึงไม่เหมือนกันทุกเจ้า ต้องอ่านเงื่อนไขของแต่ละรายก่อนเปิดบัญชี
ฝึกกับบัญชีทดลองนานแค่ไหนจึงควรเริ่มบัญชีจริง
ไม่มีจำนวนวันที่ใช้ได้กับทุกคน เกณฑ์ที่วัดได้คือกดคำสั่งพื้นฐานได้โดยไม่ต้องมองหาปุ่ม และคำนวณมูลค่าต่อจุดในหัวได้ก่อนกด เมื่อทำได้ทั้งสองอย่างแล้ว จึงเริ่มบัญชีจริงด้วยขนาดเล็กที่สุดที่โบรกเกอร์เปิดให้ และเทียบราคาที่คาดไว้กับราคาที่ได้จริงทุกครั้ง บัญชีทดลองยังใช้ต่อได้ตลอด แม้เปิดบัญชีจริงแล้ว
ถ้าผลลัพธ์ในบัญชีทดลองดีกว่าในบัญชีจริง ควรทำอย่างไร
ให้แยกดูก่อนว่าส่วนต่างมาจากอะไร ระหว่างราคาที่ได้ไม่ตรงกับที่กด กับความรู้สึกตอนเห็นเงินหายจากบัญชีจริง ทั้งสองอย่างนี้บัญชีทดลองไม่ได้จำลอง วิธีที่ตรงไปตรงมาคือลดขนาดคำสั่งลงจนจำนวนเงินที่อาจหายไปอยู่ในระดับที่ตัดสินใจได้ตามปกติ แล้วบันทึกส่วนต่างทุกครั้งเพื่อดูว่ามันเกิดบ่อยแค่ไหน ตัวเลขที่บันทึกไว้จะบอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่วิธีคิดหรืออยู่ที่ขนาดคำสั่ง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- บัญชีทดลอง
- บัญชีที่เปิดฟรีและกดปุ่มซื้อขายได้เหมือนบัญชีจริง แต่เงินในบัญชีไม่ใช่เงินจริง ใช้ฝึกคำสั่งและอ่านตัวเลขบนหน้าจอ สิ่งที่ฝึกได้คือทักษะกับแพลตฟอร์ม สิ่งที่ฝึกไม่ได้คือการจับคู่คำสั่งในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว
- สแตนดาร์ดล็อต
- หน่วยนับขนาดคำสั่งบน USD/THB หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตทำให้หนึ่งจุดมีค่า ฿10 ขนาดที่เล็กกว่านั้นคิดเป็นสัดส่วน เช่น 0.10 ล็อต ทำให้หนึ่งจุดมีค่า ฿1 เลขนี้ใช้คูณกับจำนวนจุดเพื่อหาว่ากำไรหรือขาดทุนเป็นเงินบาทเท่าไร
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย เป็นต้นทุนที่จ่ายทันทีที่เปิดคำสั่ง ถ้าสเปรดห่าง 3 จุด บน 0.10 ล็อต ต้นทุนคือ ฿3 ตัวเลขนี้จะติดลบทันทีหลังกดปุ่ม และบัญชีทดลองแสดงให้เห็นได้โดยไม่เสียเงินจริง
- slippage
- ส่วนต่างระหว่างราคาที่กดกับราคาที่ได้จริง เกิดเมื่อราคาเคลื่อนเร็วจนคำสั่งถูกจับคู่ไม่ทันที่ราคาเดิม ตัวอย่างคือกดที่ 36.4500 แต่ได้จริงที่ 36.4503 ต่างกัน 3 จุด บัญชีทดลองส่วนใหญ่ไม่แสดงส่วนต่างนี้
- requote
- การที่โบรกเกอร์ขอเสนอราคาใหม่ก่อนยืนยันคำสั่ง มักเกิดตอนราคาแกว่งแรง ทำให้คำสั่งไม่ถูกจับคู่ที่ราคาเดิม จำนวนเงินที่คำนวณไว้ล่วงหน้าจึงไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง โบรกเกอร์แต่ละรายมีวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน
- จุด
- หน่วยเล็กที่สุดของการเคลื่อนไหวราคาที่หน้านี้ใช้ บน USD/THB หนึ่งจุดมีค่า ฿10 ต่อหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต ถ้าราคาเลื่อน 20 จุด บน 0.10 ล็อต คิดเป็น ฿20 การนับเป็นจุดทำให้เทียบราคาที่คาดกับราคาที่ได้จริงได้ง่าย
สิ่งที่ควรจดจำ
- บัญชีทดลองสอนสูตรคำนวณและปุ่มคำสั่งได้ตรงไปตรงมา เพราะตัวเลขบนหน้าจอใช้สูตรเดียวกับบัญชีจริง ต่างกันแค่ปลายทางของคำสั่ง
- สิ่งที่บัญชีทดลองไม่จำลองคือราคาที่ได้ไม่ตรงกับที่กด และความรู้สึกเมื่อเงินหายจากบัญชีธนาคารจริง สองอย่างนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจในจังหวะถัดไป
- หนึ่งจุดบน USD/THB คือ ฿10 ต่อหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต และคิดเป็นสัดส่วนเมื่อลดขนาดคำสั่ง ตัวเลขนี้คำนวณเองได้ก่อนกดปุ่ม
- เริ่มบัญชีจริงด้วยขนาดเล็กที่สุดที่โบรกเกอร์เปิดให้ และจดราคาที่คาดไว้เทียบกับราคาที่ได้จริงทุกครั้ง เพราะวิธีคิดค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมต่างกันในแต่ละราย