ข้ามไปยังเนื้อหา

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณกด Buy

พื้นฐาน: การเทรดและบัญชีทำงานอย่างไรอ่าน 3 นาที
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ใน 3 นาทีบทเรียนนี้พาคุณดูทีละขั้นว่าคำสั่ง Buy หนึ่งคำสั่งเดินทางจากหน้าจอของคุณไปเป็นสถานะเปิดได้อย่างไร ใช้คู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 เป็นตัวอย่าง และคิดเงินเป็นบาททั้งหมด

หนึ่งจุดบน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 (100,000 คูณ 0.0001) ตัวเลขนี้จะโผล่มาอีกครั้งตอนคิดกำไรขาดทุนและตอนคิดต้นทุน

เป้าหมายไม่ใช่ให้คุณเทรดเป็นในบทเดียว แต่ให้คุณเห็นว่าค่าใช้จ่ายแต่ละก้อนผูกอยู่กับขั้นตอนไหน และทำไมการเทรดไม่ใช่เรื่องง่าย

36.450236.4534ซื้อขายกำไรUSD/THBเวลา →
แผนภาพเชิงสัญลักษณ์แสดงสี่ขั้นตอนของคำสั่ง Buy ตั้งแต่กดปุ่มจนถึงปิดสถานะ พร้อมจุดที่ค่าใช้จ่ายแต่ละชนิดเกิดขึ้น

เส้นทางของคำสั่ง Buy จากหน้าจอถึงสถานะเปิด

เมื่อคุณกด Buy แพลตฟอร์มไม่ได้ซื้อเงินจริงทันที แต่จะส่งคำสั่งไปยังระบบของโบรกเกอร์ก่อน ระบบนั้นจะตรวจว่าคุณมีเงินในบัญชีพอสำหรับขนาดที่สั่งหรือไม่ จากนั้นจึงส่งคำสั่งต่อไปยังผู้ให้สภาพคล่องซึ่งเป็นฝ่ายเสนอราคา ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอจึงเป็นราคาที่ระบบเลือกจับคู่ให้ ไม่ใช่ราคาที่คุณกำหนดเอง

การจับคู่เกิดขึ้นที่ฝั่งราคาที่แพงกว่าสำหรับฝั่งที่คุณเลือก เสมอเมื่อคุณเปิด Buy คุณจะได้ราคา ask ซึ่งสูงกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรด ณ ขณะนั้น ตัวอย่างเช่นถ้า mid อยู่ที่ 36.4500 และสเปรด 15 จุด ราคา ask จะอยู่ที่ 36.4515 ขนาด 0.20 ล็อต ส่วนต่าง 15 จุดนี้คิดเป็น ฿30 ที่ติดลบในสถานะของคุณทันทีที่เปิด

เมื่อจับคู่เสร็จ สถานะเปิดจะถูกบันทึกพร้อมราคาเข้า ขนาด และทิศทาง สถานะนี้ไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนที่ล็อกไว้จนกว่าจะปิด ราคาที่วิ่งไปมาระหว่างที่ยังเปิดอยู่จะเปลี่ยนมูลค่าตามจริง แต่ตัวเลขนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริงจนคุณกดปิด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนเปิดคือสเปรดที่คุณจ่ายไปแล้วผ่านราคาเข้า

ค่าใช้จ่ายแต่ละก้อนผูกกับขั้นตอนไหน

สเปรดคือค่าใช้จ่ายที่เกิดตอนจับคู่คำสั่ง มันถูกหักไปแล้วในราคาเข้าโดยที่คุณไม่เห็นเป็นรายการแยก คิดเป็นเงินบาทได้จากจำนวนจุดคูณมูลค่าต่อจุดของขนาดที่คุณใช้ ถ้าสเปรด 15 จุด บน 0.20 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿2 จึงเป็น ฿30 ที่หายไปก่อนราคาจะขยับเลย

ค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันเป็นอีกก้อนที่บางโบรกเกอร์คิด บางรายไม่คิด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละราย จึงบอกเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ ตัวเลขนี้มักถูกเรียกเก็บตอนเปิดหรือตอนปิดสถานะ แล้วแต่ข้อกำหนด ค่าถือสถานะข้ามคืนเป็นก้อนที่เกิดเฉพาะเมื่อคุณถือสถานะข้ามเวลาที่กำหนดของโบรกเกอร์นั้น

การเข้าใจว่าก้อนไหนเกิดตอนไหนช่วยให้คุณคำนวณจุดคุ้มทุนได้ตามจริง จุดคุ้มทุนไม่ใช่ราคาเข้า แต่เป็นราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว ถ้าค่าใช้จ่ายรวม ฿30 บน 0.20 ล็อต ราคาต้องขยับไปในทางที่คุณได้เปรียบ 15 จุดก่อนที่คุณจะเริ่มมีกำไรสุทธิ

ทำไมตัวเลขบนหน้าจอจึงไม่เท่ากับเงินในกระเป๋า

กำไรหรือขาดทุนที่แสดงระหว่างเปิดสถานะเป็นเพียงการประเมินตามราคาปัจจุบัน ยังไม่ถูกล็อกจนกว่าจะปิด ราคาที่ใช้ปิดคือฝั่งตรงข้ามกับตอนเปิด ถ้าคุณเปิด Buy ด้วย ask ตอนปิดคุณจะได้ bid ซึ่งต่ำกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรดอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายจึงเกิดสองทางคือตอนเข้าและตอนออก

การปัดทศนิยมเป็นอีกจุดที่ทำให้ตัวเลขต่างจากที่คิดด้วยมือ โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดราคาต่างกันในหลักสุดท้าย ผลต่างอาจดูเล็กแต่สะสมเมื่อขนาดสถานะใหญ่ขึ้น ตัวเลข ฿2 ต่อจุดที่คำนวณจาก 0.20 ล็อตจึงเป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่ค่าที่การันตีว่าจะได้ตรงทุกครั้ง

การเทรดมีความเสี่ยงและไม่มีวิธีใดรับประกันกำไรได้ ราคาอาจเคลื่อนสวนทางกับที่คาดไว้ และการขาดทุนอาจเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่คำนวณไว้ได้ สิ่งที่บทเรียนนี้ทำได้คือทำให้คุณเห็นโครงสร้างค่าใช้จ่ายชัดขึ้น เพื่อให้ตัดสินใจได้ด้วยข้อมูลของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยความหวังว่าราคาจะไปทางใดทางหนึ่ง

หนึ่งคำสั่ง Buy ขนาด 0.10 ล็อต บน USD/THB ที่ 36.4500

ขั้นตอนจำนวนหมายเหตุ
ขั้นที่ 1 คำสั่งออกจากแพลตฟอร์ม0 บาทการส่งคำสั่งเองยังไม่คิดเงิน ค่าใช้จ่ายจะเกิดตอนจับคู่ราคา
ขั้นที่ 2 จับคู่ที่ราคาหนึ่ง36.4500ราคาที่คำสั่งถูกจับคู่ ใช้เป็นจุดอ้างอิงของสถานะเปิด
ขั้นที่ 3 กลายเป็นสถานะเปิด0.10 ล็อตขนาด 0.10 ล็อต บน USD/THB เทียบเท่า 10,000 หน่วยของเงินสกุลแรก
ค่าของหนึ่งจุดบนขนาดนี้฿1หนึ่งจุดบน 1 สแตนดาร์ดล็อตคือ ฿10 ดังนั้น 0.10 ล็อตคือ ฿10 คูณ 0.10
ขั้นที่ 4 ปิดสถานะที่ราคา 36.455036.4550ต่างจากราคาเปิด 50 จุด (36.4550 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0050)
ผลก่อนหักค่าใช้จ่าย฿5050 จุด คูณ ฿1 ต่อจุด เท่ากับ ฿50
สเปรดที่สมมติไว้ 10 จุด฿1010 จุด คูณ ฿1 ต่อจุด ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์
ผลหลังหักสเปรด฿40฿50 ลบ ฿10 เท่ากับ ฿40 ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่นถ้ามี

โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยมต่างกัน คิดสเปรดคนละแบบ และอาจมีค่าธรรมเนียมหรือค่าถือสถานะข้ามคืนเพิ่ม ตัวเลขทั้งหมดนี้จึงเป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ข้อเสนอหรือการรับประกันผลลัพธ์

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้อธิบายลำดับที่คำสั่ง Buy หนึ่งคำสั่งเดินผ่าน ตั้งแต่ตรวจสอบจนถึงปิดสถานะ โดยใช้ USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 และขนาด 0.20 ล็อต เป็นตัวอย่างตลอดทั้งสี่ขั้น

  1. 01

    ตรวจสอบขนาดและเงินที่ต้องใช้

    เริ่มจากดูว่าขนาดที่คุณจะสั่งคือ 0.20 ล็อต และมีเงินในบัญชีพอสำหรับหลักประกันที่โบรกเกอร์กำหนดหรือไม่ มูลค่าต่อจุดของขนาดนี้คือ ฿10 คูณ 0.20 เท่ากับ ฿2 ต่อจุด ตัวเลขนี้จะใช้ตลอดการคำนวณที่เหลือ

  2. 02

    อ่านสเปรดก่อนกด Buy

    ดูว่าสเปรด ณ ขณะนั้นกี่จุด แล้วคูณด้วย ฿2 ต่อจุด ถ้าสเปรด 15 จุด ค่าใช้จ่ายตอนเข้าคือ ฿30 ราคา ask ที่คุณจะได้จะสูงกว่า mid เท่ากับสเปรดนั้น ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา

  3. 03

    กด Buy แล้วบันทึกราคาเข้า

    เมื่อกด ระบบจะจับคู่ที่ราคา ask และสร้างสถานะเปิดทันที บันทึกราคาเข้าและขนาดไว้ เพราะตัวเลขเหล่านี้คือฐานของการคำนวณทั้งหมด สถานะที่เปิดจะแสดงกำไรหรือขาดทุนตามราคาที่วิ่งไปมา แต่ยังไม่ถูกล็อก

  4. 04

    ติดตามราคาเทียบจุดคุ้มทุน

    จุดคุ้มทุนคือราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว ถ้าค่าใช้จ่ายรวม ฿30 ราคาต้องขยับ 15 จุดในทางที่คุณได้เปรียบก่อนที่กำไรสุทธิจะเริ่มนับ ระหว่างนี้ตัวเลขบนหน้าจอยังเป็นการประเมิน ไม่ใช่เงินจริง

  5. 05

    กดปิดสถานะ

    เมื่อปิด ระบบจะจับคู่ที่ราคา bid ซึ่งต่ำกว่า mid เท่ากับสเปรดอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายตอนออกจึงเกิดเพิ่มจากตอนเข้า กำไรหรือขาดทุนจะถูกล็อก ณ ราคานั้น และกลายเป็นเงินจริงในบัญชี หักด้วยค่าธรรมเนียมหรือค่าถือสถานะข้ามคืนถ้ามี

  6. 06

    ตรวจสอบรายการหลังปิด

    ดูรายการเดินบัญชีเทียบกับที่คำนวณไว้ ว่าสเปรด ค่าธรรมเนียม และการปัดทศนิยมตรงกับที่คิดหรือไม่ ตัวเลขอาจต่างจากที่คำนวณด้วยมือเล็กน้อยเพราะแต่ละโบรกเกอร์ปัดราคาต่างกัน การตรวจสอบนี้ช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริงของตัวเอง

ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้

หลายคนคิดว่ากด Buy แล้วได้กำไรทันทีที่ราคาเปิด แต่ราคาที่ใช้เปิดสถานะมักเป็นฝั่งที่แพงกว่าสำหรับฝั่งที่คุณเลือก ทำให้เริ่มต้นด้วยส่วนต่างติดลบอยู่แล้ว ทางที่ดีคือดูก่อนว่าสเปรดกี่จุดและคิดเป็นเงินบาทเท่าไรก่อนกดปุ่ม แล้วจึงตัดสินใจว่าขนาดสถานะที่เหมาะกับคุณคือเท่าไร การเทรดมีความเสี่ยงและไม่มีวิธีใดรับประกันกำไรได้

ตรวจสอบตัวเอง

ถ้าเปิด Buy ขนาด 0.20 ล็อต บน USD/THB หนึ่งจุดมีค่ากี่บาท

หนึ่งจุดบน 1 สแตนดาร์ดล็อตคือ ฿10 ดังนั้น 0.20 ล็อตคือ ฿10 คูณ 0.20 เท่ากับ ฿2 ต่อจุด

ถ้าราคาเปิดที่ 36.4500 แล้วปิดที่ 36.4520 ขนาด 0.20 ล็อต ได้กำไรกี่บาทก่อนหักค่าใช้จ่าย

ต่างกัน 20 จุด (36.4520 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0020) คูณ ฿2 ต่อจุด เท่ากับ ฿40 ก่อนหักสเปรดและค่าธรรมเนียมอื่น

ถ้าสเปรดในจังหวะนั้นเท่ากับ 15 จุด บนขนาด 0.20 ล็อต คิดเป็นเงินบาทเท่าไร

15 จุด คูณ ฿2 ต่อจุด เท่ากับ ฿30 ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา

คำถามที่มักตามมา

ทำไมราคาที่ได้ตอนกด Buy ถึงไม่เท่าราคาที่เห็นบนหน้าจอ

ราคาที่เห็นกลางหน้าจอคือราคา mid ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างราคาซื้อและราคาขาย เมื่อคุณเปิด Buy ระบบจะจับคู่ที่ราคา ask ซึ่งสูงกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรดในจังหวะนั้น ถ้า mid อยู่ที่ 36.4500 และสเปรด 15 จุด ราคาเข้าของคุณคือ 36.4515 ส่วนต่างนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บแยก มันถูกหักไปแล้วในราคาเข้า จึงเป็นเหตุผลที่สถานะของคุณเริ่มต้นด้วยส่วนต่างติดลบทันทีที่เปิด

ถ้าเปิดสถานะแล้วราคาไม่ขยับเลย จะขาดทุนเท่าไร

ถ้าราคาไม่ขยับเลยแล้วคุณปิดสถานะทันที คุณจะเสียค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วตอนเปิดเป็นอย่างน้อย สมมติสเปรด 15 จุด บนขนาด 0.20 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿2 ดังนั้นก้อนนี้คือ ฿30 ถ้าโบรกเกอร์ของคุณคิดค่าคอมมิชชันเพิ่ม ตัวเลขนี้ก็สูงขึ้นอีก ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา จึงควรตรวจเงื่อนไขของบัญชีที่คุณใช้ก่อนคำนวณ

จุดคุ้มทุนคำนวณจากอะไร ไม่ใช่ราคาเข้าใช่ไหม

จุดคุ้มทุนคือราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณจ่ายไปแล้ว ไม่ใช่ราคาเข้าเอง ถ้าค่าใช้จ่ายรวม ฿30 บนขนาด 0.20 ล็อต ราคาต้องขยับไปในทางที่คุณได้เปรียบ 15 จุดก่อนที่คุณจะเริ่มมีกำไรสุทธิ ระหว่างเปิดสถานะ ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนที่แสดงเป็นการประเมินตามราคาปัจจุบัน ยังไม่ถูกล็อกจนกว่าจะปิด

ค่าใช้จ่ายก้อนไหนเกิดตอนเปิด และก้อนไหนเกิดตอนปิด

สเปรดเกิดตอนจับคู่คำสั่ง คือตอนเปิดสถานะ และถูกหักไปแล้วในราคาเข้าโดยไม่แสดงเป็นรายการแยก ค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันบางโบรกเกอร์คิด บางรายไม่คิด และอาจเรียกเก็บตอนเปิดหรือตอนปิดแล้วแต่ข้อกำหนด ส่วนค่าถือสถานะข้ามคืนเกิดเฉพาะเมื่อคุณถือสถานะข้ามเวลาที่โบรกเกอร์นั้นกำหนด การรู้ว่าก้อนไหนเกิดตอนไหนช่วยให้คุณคำนวณจุดคุ้มทุนได้ตามจริง

ทำไมตัวเลขที่คำนวณด้วยมือถึงไม่ตรงกับที่แพลตฟอร์มแสดง

โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยมต่างกันในหลักสุดท้ายของราคา ผลต่างอาจดูเล็กแต่สะสมเมื่อขนาดสถานะใหญ่ขึ้น มูลค่าต่อจุดที่คำนวณได้จึงเป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่ค่าที่การันตีว่าจะได้ตรงทุกครั้ง นอกจากนี้ราคาที่ใช้ปิดคือฝั่งตรงข้ามกับตอนเปิด ถ้าคุณเปิด Buy ด้วย ask ตอนปิดคุณจะได้ bid ซึ่งต่ำกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรดอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายจึงเกิดสองทางคือตอนเข้าและตอนออก

เงินในบัญชีถูกตรวจตอนไหน และถ้าไม่พอจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อคุณกด Buy แพลตฟอร์มจะส่งคำสั่งไปยังระบบของโบรกเกอร์ก่อน ระบบนั้นจะตรวจว่าคุณมีเงินในบัญชีพอสำหรับขนาดที่สั่งหรือไม่ ถ้าไม่พอ คำสั่งจะไม่ถูกส่งต่อไปยังผู้ให้สภาพคล่อง ซึ่งเป็นฝ่ายเสนอราคา ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอจึงเป็นราคาที่ระบบเลือกจับคู่ให้ ไม่ใช่ราคาที่คุณกำหนดเอง การเทรดมีความเสี่ยงและไม่มีวิธีใดรับประกันกำไรได้

คำที่ใช้ในหน้านี้

สเปรด
ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย ณ ขณะหนึ่ง คิดเป็นจำนวนจุดและกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกหักไปแล้วในราคาเข้า ไม่ได้เรียกเก็บเป็นรายการแยก
ราคา mid
ราคากลางที่อยู่กึ่งกลางระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอส่วนมากคือราคานี้ ไม่ใช่ราคาที่คุณจะได้จริงตอนเปิดสถานะ
สถานะเปิด
บันทึกที่ระบบสร้างขึ้นเมื่อคำสั่งถูกจับคู่แล้ว ประกอบด้วยราคาเข้า ขนาด และทิศทาง ระหว่างที่ยังเปิดอยู่ ราคาที่วิ่งไปมาจะเปลี่ยนมูลค่าตามจริง แต่ยังไม่ถูกล็อกจนกว่าจะปิด
จุด
หน่วยเล็กสุดของการขยับราคาที่ใช้ในตัวอย่างนี้ บน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อต หนึ่งจุดมีค่า ฿10 ตัวเลขนี้ใช้คูณกับขนาดสถานะเพื่อคิดเป็นเงินบาท
จุดคุ้มทุน
ราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว ไม่ใช่ราคาเข้าเอง เมื่อราคาขยับไปถึงจุดนี้ คุณจึงเริ่มมีกำไรสุทธิ

สิ่งที่ควรจดจำ

  • คำสั่ง Buy ผ่านสี่ขั้นตอน คือส่งคำสั่ง ตรวจเงินในบัญชี จับคู่ที่ราคาหนึ่ง แล้วบันทึกเป็นสถานะเปิด ซึ่งจบลงเมื่อคุณปิด
  • ค่าใช้จ่ายผูกกับขั้นตอน สเปรดเกิดตอนจับคู่ ค่าธรรมเนียมแล้วแต่โบรกเกอร์ และค่าถือข้ามคืนเกิดเฉพาะเมื่อถือข้ามเวลาที่กำหนด
  • ราคาเข้าคือฝั่งที่แพงกว่าสำหรับฝั่งที่คุณเลือก สถานะจึงเริ่มด้วยส่วนต่างติดลบเท่ากับสเปรด และค่าใช้จ่ายเกิดอีกครั้งตอนปิด
ถัดไปใน พื้นฐาน: การเทรดและบัญชีทำงานอย่างไรคู่สกุลเงินและราคาเสนอ: 1.0850 หมายถึงอะไร
การซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงิน บัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นการแนะนำให้ซื้อขายหรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ใดๆPloyไกด์หลักสูตรของคุณ