เลเวอเรจและมาร์จิน: เงินของคุณในเทรดมีเท่าไร
คุณจะเห็นตัวเลขจริงว่าเลเวอเรจ 1:30 กับ 1:500 ต่างกันกี่บาท และทำไมตัวเลขนี้จึงเปลี่ยนความเสี่ยงของคุณโดยตรง
หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตของ USD/THB เท่ากับ ฿10 เสมอ ไม่ว่าโบรกเกอร์จะให้เลเวอเรจเท่าไร
สิ่งที่กำหนดว่าสถานะหนึ่งสถานะใช้เงินของคุณเท่าไร
มาร์จินที่ถูกกันไว้คำนวณจากมูลค่าสัญญาของสถานะ หารด้วยตัวเลขเลเวอเรจที่โบรกเกอร์กำหนดให้คู่เงินนั้น มูลค่าสัญญาของ USD/THB หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตคือ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน คูณด้วยราคาปัจจุบัน 36.4500 ได้เป็น ฿3,645,000 ตัวเลขนี้ไม่เปลี่ยนตามเลเวอเรจที่คุณเลือกใช้
เลเวอเรจ 1:30 หมายถึงโบรกเกอร์ยอมให้คุณเปิดสถานะที่มีมูลค่าเป็นสามสิบเท่าของเงินที่กันไว้ ดังนั้น ฿3,645,000 หาร 30 เท่ากับ ฿121,500 ที่ถูกกันไว้สำหรับสถานะนี้ เงินจำนวนนี้ยังเป็นของคุณ แต่ถูกกันไว้ใช้เฉพาะกับสถานะนั้นจนกว่าจะปิด
เลเวอเรจ 1:500 หารด้วย 500 ได้ ฿7,290 ต่างจากกรณี 1:30 อยู่ ฿114,210 ส่วนต่างนี้ไม่ได้มาจากกำไรหรือขาดทุนของสถานะ แต่มาจากจำนวนเงินที่โบรกเกอร์บังคับให้กันไว้เท่านั้น ขนาดสถานะเท่าเดิม ความเสี่ยงต่อจุดเท่าเดิม เงินที่กันไว้ต่างกัน
มาร์จินที่เหลืออยู่ทำหน้าที่อะไร
เงินในบัญชีแบ่งเป็นสองส่วนเสมอ ส่วนที่ถูกกันไว้กับสถานะที่เปิดอยู่ และส่วนที่เหลือซึ่งยังใช้ได้ ส่วนที่เหลือนี้เองที่รองรับการแกว่งของราคาระหว่างที่สถานะยังเปิด ถ้าราคาเคลื่อนสวนทาง ส่วนที่เหลือจะลดลงก่อน
มาร์จินที่เรียกเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อส่วนที่เหลือลดลงจนต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด ระดับนี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละประเภทบัญชี จึงต้องอ่านเงื่อนไขของที่ที่คุณใช้ ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่
ถ้าส่วนที่เหลือลดลงต่อจนถึงระดับปิดสถานะอัตโนมัติ โบรกเกอร์อาจปิดสถานะของคุณโดยไม่ถาม การปิดอาจเกิดตอนที่คุณไม่อยู่หน้าจอ และราคาที่ปิดอาจไม่ใช่ราคาที่คุณตั้งใจไว้ การกันเงินไว้มากเกินความจำเป็นจึงลดโอกาสที่เรื่องนี้จะเกิด
ทำไมตัวเลขมาร์จินจึงไม่เท่ากันทุกโบรกเกอร์
ราคาที่ใช้คำนวณอาจเป็นราคา ณ ขณะนั้น ซึ่งขยับตลอดเวลา ตัวอย่าง 36.4500 เป็นเพียงค่าหนึ่งที่หยิบมาใช้ ถ้าราคาตอนเปิดสถานะเป็น 36.5000 มูลค่าสัญญาก็เปลี่ยน และมาร์จินก็เปลี่ยนตาม
โบรกเกอร์บางแห่งปัดเศษจำนวนมาร์จินขึ้นเป็นหน่วยกลม บางแห่งคิดตามสกุลเงินของบัญชี ไม่ใช่สกุลเงินของคู่เงิน จึงมีค่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
นอกจากมาร์จินแล้วยังมีค่าสเปรดและค่าธรรมเนียม ซึ่งคิดตอนเปิดและตอนปิดสถานะ ค่าเหล่านี้ไม่ปรากฏในตัวเลขมาร์จิน แต่มีผลต่อเงินคงเหลือของคุณจริง ตัวเลขทั้งหมดนี้จึงต้องดูจากเงื่อนไขของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ ไม่ใช่จากตัวอย่างในบทเรียน
เงินที่เหลือในบัญชีถูกนับอย่างไรเมื่อราคาแกว่ง
เงินในบัญชีแบ่งเป็นสองกองตลอดเวลาที่สถานะเปิดอยู่ กองแรกคือมาร์จินที่ถูกล็อกไว้กับสถานะ กองที่สองคือเงินที่ยังว่าง มูลค่าของสถานะขยับขึ้นลงทุกวินาที แต่กำไรหรือขาดทุนนั้นยังไม่ถูกหักจากบัญชีจนกว่าจะปิดสถานะ โบรกเกอร์จึงนำเงินที่ยังว่างมาคำนวณความสามารถในการรองรับการแกว่งของราคา ตัวเลขนี้เรียกว่ามาร์จินที่เหลืออยู่ และเป็นตัวเลขที่เปลี่ยนตลอดเวลาแม้ราคาจะยังไม่แตะจุดที่คุณตั้งใจไว้
ลองใช้สถานะหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต USD/THB ที่ราคา 36.4500 มูลค่าสถานะคือ ฿3,645,000 ถ้าเปิดด้วยเลเวอเรจ 1:500 มาร์จินที่ล็อกไว้คือ ฿7,290 สมมติว่าบัญชีคุณมีเงิน ฿20,000 เงินที่ยังว่างตอนเปิดสถานะคือ 20,000 ลบ 7,290 เท่ากับ ฿12,710 ถ้าราคา USD/THB ขยับขึ้น 20 จุด สถานะได้กำไร ฿200 เงินที่ยังว่างจะกลายเป็น ฿12,910 ถ้าราคาขยับลง 20 จุดแทน เงินที่ยังว่างจะเหลือ ฿12,510
ตัวเลขที่ยังว่างนี้คือส่วนที่รองรับการแกว่งต่อไป ระดับที่โบรกเกอร์จะเรียกให้เติมเงินหรือปิดสถานะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโบรกเกอร์ จึงบอกเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ แต่หลักคิดคือ เมื่อเงินที่ยังว่างลดลงจนใกล้ศูนย์ คุณจะไม่เหลือที่ว่างให้ราคาแกว่งอีก การเปิดสถานะใหญ่ด้วยมาร์จินต่ำทำให้เงินที่ยังว่างเหลือน้อยตั้งแต่แรก แม้ราคาจะขยับไม่ถึงจุดที่คุณคิดว่าจะขาดทุน
การคำนวณล่วงหน้าจึงควรทำสองชั้น ชั้นแรกคือมาร์จินที่ต้องกันไว้ ชั้นที่สองคือเงินที่ต้องเหลือหลังกันมาร์จินแล้ว ถ้าเปิดสถานะหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตด้วยเงิน ฿20,000 ตามตัวอย่างข้างบน คุณเหลือ ฿12,710 ให้ราคาแกว่ง เทียบกับกรณีเปิดด้วยเลเวอเรจ 1:30 ซึ่งมาร์จินคือ ฿121,500 คุณจะเปิดสถานะนี้ไม่ได้เลยเพราะเงินไม่พอ ตัวเลขสองชั้นนี้บอกความเสี่ยงได้ตรงกว่าการดูแค่ตัวเลขเลเวอเรจ
ค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมถูกหักออกจากเงินที่ยังว่างทันทีที่เปิดและปิดสถานะ ขนาดของค่าธรรมเนียมแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงควรถามจากโบรกเกอร์ที่คุณใช้ก่อนคำนวณ ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่ วิธีที่ปลอดภัยคือกันเงินเผื่อไว้มากกว่าที่คำนวณได้หนึ่งกอง เพื่อไม่ให้การแกว่งปกติกินเงินที่ยังว่างจนหมด
หนึ่งล็อต USD/THB ใช้เงินกันไว้เท่าไรที่เลเวอเรจ 1:30 และ 1:500
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญา | 100,000 USD | หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตของ USD/THB |
| ราคาอ้างอิง | 36.4500 | ราคา USD/THB ที่ใช้ในตัวอย่างนี้ |
| มูลค่าสถานะ | ฿3,645,000 | 100,000 คูณ 36.4500 |
| มาร์จินที่เลเวอเรจ 1:30 | ฿121,500 | ฿3,645,000 หาร 30 |
| มาร์จินที่เลเวอเรจ 1:500 | ฿7,290 | ฿3,645,000 หาร 500 |
| มูลค่าหนึ่งจุด | ฿10 | 100,000 คูณ 0.0001 แล้วแปลงเป็นบาท |
มาร์จินที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจริงอาจปัดเศษ หรือคิดจากราคาที่ต่างจากตัวอย่างนี้เล็กน้อย และอาจมีค่าสเปรดกับค่าธรรมเนียมคิดเพิ่มตอนเปิดและปิดสถานะ ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่คุณทำได้เองก่อนเปิดสถานะหนึ่งสถานะ โดยใช้ตัวเลขจากตัวอย่าง USD/THB ที่ราคา 36.4500
- 01
เขียนขนาดสถานะที่ต้องการเป็นล็อต
เริ่มจากตัดสินใจว่าจะเปิดกี่ล็อต ไม่ใช่เริ่มจากเลเวอเรจ หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตของ USD/THB คือ 100,000 หน่วย ถ้าเปิด 0.10 ล็อต ก็คือ 10,000 หน่วย
- 02
คูณกับราคาเพื่อหามูลค่าสัญญา
นำจำนวนหน่วยคูณราคา 36.4500 ถ้าเป็นหนึ่งล็อตจะได้ ฿3,645,000 ตัวเลขนี้คือมูลค่าของสถานะที่คุณกำลังจะเปิด ไม่ใช่เงินที่คุณต้องมี
- 03
หารด้วยเลเวอเรจที่โบรกเกอร์ให้
นำมูลค่าสัญญาหารด้วยตัวเลขเลเวอเรจ ที่ 1:30 ได้ ฿121,500 ที่ 1:500 ได้ ฿7,290 ผลลัพธ์คือมาร์จินที่ถูกกันไว้สำหรับสถานะนั้น
- 04
เทียบกับเงินคงเหลือในบัญชี
หักมาร์จินออกจากเงินในบัญชี ส่วนที่เหลือคือเงินที่รองรับการแกว่งของราคา ถ้าส่วนที่เหลือน้อยเมื่อเทียบกับขนาดสถานะ ให้ลดขนาดสถานะลงก่อนกดเปิด
- 05
ตรวจค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมของที่คุณใช้
อ่านเงื่อนไขของโบรกเกอร์เรื่องค่าสเปรด ค่าธรรมเนียม และระดับมาร์จินที่เรียกเพิ่ม ตัวเลขเหล่านั้นไม่เหมือนกันในแต่ละที่ และเป็นตัวเลขที่คุณต้องใช้จริง ไม่ใช่ค่าประมาณจากบทเรียน
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเข้าใจว่าเลเวอเรจสูงแปลว่าเงินในบัญชีมากขึ้น ทั้งที่จริงมันแปลว่าเงินที่ถูกล็อกไว้ต่อหนึ่งสถานะน้อยลง ทำให้เปิดสถานะใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินเท่าเดิม ทางที่ควรทำคือคำนวณมาร์จินของสถานะที่ต้องการก่อนกดเปิดทุกครั้ง และเผื่อเงินส่วนที่เหลือไว้รองรับการแกว่งของราคา ถ้าใช้มาร์จินจนเกือบหมด ราคาแกว่งเพียงไม่กี่จุดก็อาจทำให้โบรกเกอร์เรียกเงินเพิ่มหรือปิดสถานะของคุณตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเปิดหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต USD/THB ที่ราคา 36.4500 ด้วยเลเวอเรจ 1:500 ต้องกันเงินไว้กี่บาท
฿7,290 เพราะ 100,000 คูณ 36.4500 ได้ ฿3,645,000 แล้วหาร 500
ถ้าราคา USD/THB ขยับ 20 จุด สถานะหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตกำไรหรือขาดทุนกี่บาท
฿200 เพราะหนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ดังนั้น 20 คูณ 10 เท่ากับ 200
เงินกันไว้ ฿7,290 คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสถานะ ฿3,645,000
ประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ เพราะ 7,290 หาร 3,645,000 แล้วคูณ 100
คำถามที่มักตามมา
ทำไมมาร์จินของสถานะเดียวกันจึงไม่เท่ากันในสองโบรกเกอร์
เพราะแต่ละโบรกเกอร์กำหนดตัวเลขเลเวอเรจของคู่เงิน USD/THB ไม่เท่ากัน โบรกเกอร์หนึ่งอาจให้ 1:30 อีกที่หนึ่งอาจให้ 1:100 หรือ 1:500 มาร์จินจึงต่างกันตั้งแต่ต้น นอกจากนี้บางแห่งปัดเศษมาร์จินขึ้นเป็นหน่วยกลม บางแห่งคิดจากราคาที่ต่างจาก 36.4500 เล็กน้อย ค่าที่คุณเห็นจริงจึงต้องอ่านจากเงื่อนไขของที่ที่คุณใช้ ไม่ใช่จากตัวอย่างในบทเรียนนี้
ถ้าเปิดสถานะหลายสถานะพร้อมกัน มาร์จินที่ถูกกันไว้คิดอย่างไร
มาร์จินของแต่ละสถานะถูกกันแยกกัน แล้วนำมารวมเป็นยอดที่ถูกล็อกทั้งหมด เงินส่วนที่เหลือในบัญชีจึงน้อยลงตามจำนวนสถานะที่เปิด ยิ่งเปิดหลายสถานะพร้อมกัน ส่วนที่รองรับการแกว่งของราคายิ่งเหลือน้อยลง ถ้าราคาเคลื่อนสวนทางกับหลายสถานะในเวลาเดียวกัน ส่วนที่เหลือจะลดลงเร็วกว่าการเปิดสถานะเดียว
มาร์จินที่ถูกกันไว้ได้คืนเมื่อไร
เมื่อคุณปิดสถานะ มาร์จินที่กันไว้สำหรับสถานะนั้นจะกลับมาเป็นเงินที่ใช้ได้ตามเดิม ไม่ว่าจะปิดด้วยกำไรหรือขาดทุน จำนวนที่ได้คืนคือมาร์จินที่ถูกกันไว้ ไม่ใช่ขนาดสถานะ แต่เงินคงเหลือสุดท้ายจะบวกกำไรหรือหักขาดทุนของสถานะนั้นด้วย ค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมที่คิดตอนเปิดและปิดก็ถูกหักออกจากเงินคงเหลือเช่นกัน
ทำไมต้องกันเงินไว้มากกว่ามาร์จินที่โบรกเกอร์เรียก
เพราะมาร์จินเป็นเพียงเงินขั้นต่ำที่ถูกกันไว้กับสถานะ ระหว่างที่สถานะยังเปิด ราคาแกว่งขึ้นลงตลอด ส่วนที่เหลือในบัญชีคือส่วนที่รองรับการแกว่งนั้น ถ้าเหลือน้อย ราคาแกว่งไม่กี่จุดก็อาจทำให้โบรกเกอร์เรียกเงินเพิ่มหรือปิดสถานะอัตโนมัติ การกันเงินไว้มากกว่าขั้นต่ำจึงลดโอกาสที่เรื่องนี้จะเกิดตอนที่คุณไม่อยู่หน้าจอ
เลเวอเรจสูงทำให้ขาดทุนต่อจุดมากขึ้นหรือไม่
ไม่ ขนาดขาดทุนต่อจุดของ USD/THB ขึ้นอยู่กับจำนวนล็อต ไม่ใช่เลเวอเรจ หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตเท่ากับ ฿10 ต่อจุดเสมอ ถ้าเปิด 20 จุดก็เท่ากับ ฿200 ไม่ว่าเลเวอเรจจะเป็น 1:30 หรือ 1:500 สิ่งที่เลเวอเรจเปลี่ยนคือเงินที่ถูกกันไว้ต่อสถานะ ทำให้เปิดสถานะใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินเท่าเดิม และขนาดสถานะที่ใหญ่ขึ้นนั้นเองที่ทำให้ขาดทุนต่อจุดมากขึ้น
ถ้าเงินในบัญชีเหลือน้อยกว่ามาร์จินที่ต้องกัน จะเปิดสถานะได้ไหม
เปิดไม่ได้ เพราะโบรกเกอร์ต้องกันมาร์จินให้ครบก่อนจึงจะรับสถานะนั้น ตัวอย่างเช่นที่เลเวอเรจ 1:30 สถานะหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตต้องกันไว้ ฿121,500 ถ้าเงินที่ใช้ได้มีไม่ถึงจำนวนนี้ ระบบจะไม่รับคำสั่ง ทางเลือกคือลดขนาดสถานะลง หรือใช้เลเวอเรจที่สูงขึ้นซึ่งกันเงินน้อยลง แต่การเลือกเลเวอเรจสูงขึ้นไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงต่อจุดลดลง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- เลเวอเรจ
- ตัวเลขที่บอกว่าโบรกเกอร์ยอมให้คุณเปิดสถานะที่มีมูลค่าเป็นกี่เท่าของเงินที่กันไว้ เช่น 1:30 คือสามสิบเท่า ตัวเลขนี้ไม่เปลี่ยนขนาดกำไรหรือขาดทุนต่อจุดของสถานะ
- มาร์จิน
- ส่วนของเงินในบัญชีที่ถูกกันไว้กับสถานะหนึ่งขณะที่สถานะนั้นยังเปิดอยู่ เงินส่วนนี้ยังเป็นของคุณ แต่ใช้กับสถานะอื่นไม่ได้จนกว่าจะปิด
- มูลค่าสัญญา
- มูลค่ารวมของสถานะเมื่อคิดเป็นเงิน คำนวณจากขนาดสถานะคูณกับราคาปัจจุบัน ตัวอย่าง USD/THB หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตที่ราคา 36.4500 มีมูลค่า ฿3,645,000
- มาร์จินที่เรียกเพิ่ม
- เหตุการณ์ที่เงินส่วนที่เหลือในบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด ระดับนี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละประเภทบัญชี จึงต้องอ่านเงื่อนไขของที่ที่คุณใช้
- สแตนดาร์ดล็อต
- หน่วยขนาดสถานะมาตรฐานของ USD/THB เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน หนึ่งจุดของหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตเท่ากับ ฿10 เสมอ ไม่ว่าเลเวอเรจจะเป็นเท่าไร
- ค่าสเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่ถูกคิดตอนเปิดและตอนปิดสถานะ ค่านี้ไม่ปรากฏในตัวเลขมาร์จิน แต่ถูกหักจากเงินคงเหลือของคุณจริง
สิ่งที่ควรจดจำ
- มาร์จินคำนวณจากมูลค่าสถานะหารด้วยเลเวอเรจ ขนาดสถานะเท่าเดิมแต่เลเวอเรจต่างกัน ทำให้เงินที่ถูกกันไว้ต่างกันมาก
- เงินในบัญชีแบ่งเป็นส่วนที่ถูกกันไว้กับสถานะ และส่วนที่เหลือซึ่งรองรับการแกว่งของราคา ส่วนที่เหลือนี้คือสิ่งที่ป้องกันการเรียกเงินเพิ่ม
- เลเวอเรจไม่เปลี่ยนกำไรหรือขาดทุนต่อจุด หนึ่งจุดของหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต USD/THB เท่ากับ ฿10 เสมอ
- ตัวเลขมาร์จิน สเปรด และค่าธรรมเนียมแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ต้องดูจากเงื่อนไขของที่ที่คุณใช้ ไม่ใช่จากตัวอย่างในบทเรียน