การเรียกหลักประกันและการบังคับปิดสถานะ
ตัวอย่างในบทเรียนนี้ใช้เงินบาท (฿) และคู่เงิน USD/THB ที่ราคาประมาณ 36.4500 โดยคิดจากหนึ่ง pip ของ USD/THB ในหนึ่งสัญญามาตรฐาน (100,000 หน่วย) เท่ากับ ฿10
ตัวเลขที่ทำให้โบรกเกอร์เริ่มลดขนาดสัญญา
เมื่อเงินในบัญชีลดลงจนระดับ margin แตะ 100% โบรกเกอร์จะไม่ปิดสถานะทั้งหมดในทันที แต่จะเริ่มลดขนาดสัญญาลงทีละส่วน จำนวนที่ลดในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับสัญญาที่คุณตกลงไว้กับโบรกเกอร์ และแต่ละโบรกเกอร์กำหนดไว้ไม่เหมือนกัน บางแห่งลดครั้งละ 1 สัญญามาตรฐาน บางแห่งลดตามสัดส่วนของหลักประกันที่เหลืออยู่ คุณจึงต้องอ่านสัญญาให้ครบก่อนเปิดสถานะจริง
สมมติว่าคุณถือ 3 สัญญามาตรฐาน USD/THB ใช้หลักประกันสัญญาละ ฿6,000 รวม ฿18,000 และมีเงินในบัญชี ฿30,000 ระดับ margin เริ่มต้นคือ ฿30,000 ÷ ฿18,000 = 167% ถ้าราคาสวนทางจนเงินเหลือ ฿18,000 ระดับ margin จะเป็น 100% โบรกเกอร์อาจลดจาก 3 สัญญาเหลือ 2 สัญญา หลักประกันที่ใช้จะลดลงเหลือ ฿12,000 และระดับ margin กลับขึ้นมาเป็น ฿18,000 ÷ ฿12,000 = 150%
การลดขนาดสัญญาช่วยถ่วงเวลาได้ แต่ไม่ได้หยุดการขาดทุน เพราะสถานะที่เหลือยังผูกกับราคาเดิม ถ้าราคาเดินสวนทางต่อไป เงินจะลดจาก ฿18,000 ลงอีก และเมื่อแตะ 50% ของหลักประกันใหม่ โบรกเกอร์ก็จะลดสัญญาถัดไป ตัวเลขที่ต้องจับตาคือเงินในบัญชีเทียบกับหลักประกันที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ราคาที่คุณเปิดสถานะไว้
ค่าที่ถูกหักก่อนที่ตัวเลขจะถึงระดับแจ้งเตือน
ตัวเลขระดับ margin ที่คุณเห็นบนหน้าจอไม่เท่ากับเงินสดที่ถอนได้ เพราะมีค่าอื่นหักออกก่อน ค่าสเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย และถูกหักทันทีที่คุณเปิดสถานะ ค่าคอมมิชชันถูกคิดตามจำนวนสัญญาหรือตามมูลค่าที่ซื้อขาย แล้วแต่โบรกเกอร์ ดอกเบี้ยค้างชำระคิดเมื่อคุณถือสถานะข้ามคืน และอัตราก็แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
ลองคิดจากตัวอย่าง 1 สัญญามาตรฐาน USD/THB ที่ 36.4500 มูลค่าสัญญาประมาณ ฿3,645,000 ถ้าค่าสเปรดคิดเป็น 3 pip คิดเป็น ฿30 ต่อการเปิดและปิดหนึ่งรอบ ถ้าค่าคอมมิชชันคิด ฿200 ต่อสัญญาต่อรอบ รวมต้นทุนทันที ฿230 ก่อนที่ราคาจะขยับด้วยซ้ำ เงิน ฿230 นี้ไม่ปรากฏเป็น pip บนกราฟ แต่ถูกหักจากยอดเงินในบัญชีจริง
ดอกเบี้ยค้างชำระคิดเป็นรายวันตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสองสกุลเงิน และอัตรานี้เปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของโบรกเกอร์ คุณจึงควรถามโบรกเกอร์ตรง ๆ ว่าคิดค่าอะไรบ้างและอัตราเท่าไร เพราะตัวเลขเหล่านี้ทำให้ระดับ margin ลดเร็วกว่าที่คำนวณจาก pip เพียงอย่างเดียว การรู้ต้นทุนทั้งหมดก่อนเปิดสถานะทำให้คุณตั้งจุดตัดขาดทุนได้แม่นขึ้น
เหตุใดการตั้งจุดตัดขาดทุนจึงต้องมาก่อนระดับแจ้งเตือน
จุดตัดขาดทุนคือคำสั่งปิดสถานะที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้าเมื่อราคาไปถึงระดับหนึ่ง การตั้งจุดนี้ไว้ก่อนระดับ 100% หมายความว่าคุณเป็นคนเลือกจังหวะออกเอง ไม่ใช่รอให้โบรกเกอร์เลือกแทน ถ้าคุณตั้งจุดตัดขาดทุนที่ขาดทุน 1,500 pip จากตัวอย่าง ฿10 ต่อ pip นั่นคือขาดทุน ฿15,000 ซึ่งยังอยู่เหนือระดับ 100% ของหลักประกัน ฿6,000 อยู่มาก
การเลือกระดับจุดตัดขาดทุนต้องเริ่มจากจำนวนเงินที่คุณยอมเสียได้จริง ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าตลาดจะกลับตัว จดตัวเลขนั้นไว้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าคิดเป็นกี่ pip ด้วยขนาดสัญญาที่คุณใช้อยู่ ถ้าตัวเลขที่ได้น้อยกว่าความผันผวนปกติของ USD/THB ในหนึ่งวัน คุณต้องลดขนาดสัญญาลง ไม่ใช่เลื่อนจุดตัดขาดทุนออกไป
อีกวิธีที่ใช้ร่วมกันได้คือลดจำนวนสัญญา เพื่อให้หลักประกันที่ใช้ลดลงและเหลือเงินส่วนที่ยังไม่ถูกกันไว้เป็น buffer มากขึ้น ถ้าคุณใช้ 1 สัญญาแทน 3 สัญญา หลักประกันลดจาก ฿18,000 เหลือ ฿6,000 เงิน ฿24,000 ที่เหลือช่วยให้ระดับ margin ลดช้ากว่าเดิมมาก ตัวเลขนี้คำนวณได้ล่วงหน้าทุกครั้ง และเป็นสิ่งที่คุณควบคุมได้จริง
จาก 100% ถึง 50%: เงินหายไปเท่าไรเมื่อราคาไม่เป็นใจ
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ยอดเงินในบัญชีเริ่มต้น | ฿50,000 | สมมติว่าคุณฝากเงินผ่านการโอนผ่านธนาคารหรือ PromptPay |
| หลักประกันที่ใช้ (margin) สำหรับ 1 สัญญามาตรฐาน USD/THB | ฿10,000 | โบรกเกอร์แต่ละแห่งกำหนดอัตราหลักประกันไม่เท่ากัน ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่าง |
| ระดับ margin เริ่มต้น | 500% | คำนวณจาก ฿50,000 ÷ ฿10,000 = 5 เท่า หรือ 500% |
| ระดับ margin 100% (เริ่มเรียกหลักประกัน) | เงินในบัญชีเหลือ ฿10,000 | หมายความว่าขาดทุน ฿40,000 จากเงินต้น ฿50,000 |
| จำนวน pip ที่ทำให้ขาดทุน ฿40,000 | 4,000 pip | ฿40,000 ÷ ฿10 ต่อ pip = 4,000 pip |
| ระดับ margin 50% (บังคับปิดสถานะ) | เงินในบัญชีเหลือ ฿5,000 | ขาดทุนเพิ่มอีก ฿5,000 จากระดับ 100% |
| จำนวน pip รวมจากจุดเริ่มต้นถึงระดับ 50% | 4,500 pip | ฿45,000 ÷ ฿10 = 4,500 pip |
โบรกเกอร์อาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน หรือดอกเบี้ยค้างชำระเพิ่มเติม และอาจปิดสถานะทีละส่วนหรือทั้งหมดตามลำดับที่กำหนดไว้ในสัญญา ลำดับการปิดอาจต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่ทำได้จริงก่อนเปิดสถานะ USD/THB หนึ่งครั้ง โดยใช้ตัวเลขจากบัญชีของคุณเอง
- 01
เขียนตัวเลขสามตัวลงกระดาษ
เริ่มจากเงินในบัญชี หลักประกันที่ต้องใช้ต่อสัญญา และมูลค่าต่อ pip ของขนาดสัญญาที่คุณจะใช้ ตัวอย่างเช่น เงิน ฿30,000 หลักประกัน ฿6,000 ต่อสัญญา และ ฿10 ต่อ pip ต่อสัญญามาตรฐาน ตัวเลขสามตัวนี้เป็นฐานของการคำนวณทั้งหมดในขั้นถัดไป
- 02
คำนวณราคาที่ทำให้ถึงระดับแจ้งเตือน
หาระยะห่างจากเงินในบัญชีถึงระดับ 100% ของหลักประกัน แล้วแปลงเป็น pip จากตัวอย่าง เงิน ฿30,000 หลักประกัน ฿6,000 ระยะห่างคือ ฿24,000 หรือ 2,400 pip ที่ ฿10 ต่อ pip ตัวเลขนี้คือระยะที่ราคาสวนทางได้ก่อนโบรกเกอร์เริ่มลดสัญญา
- 03
ตั้งจุดตัดขาดทุนให้อยู่เหนือระดับนั้น
เลือกจำนวนเงินที่ยอมเสียได้จริง แล้วคำนวณเป็น pip ด้วยมูลค่าต่อ pip ที่คุณใช้อยู่ ตั้งจุดตัดขาดทุนให้ห่างจากราคาเปิดน้อยกว่าระยะที่คำนวณไว้ในขั้นที่สอง ถ้าจำนวน pip ที่ได้น้อยกว่าความผันผวนปกติของ USD/THB ให้ลดขนาดสัญญาแทนการเลื่อนจุดออกไป
- 04
ตรวจค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และดอกเบี้ยค้างชำระ
ถามโบรกเกอร์ว่าคิดค่าอะไรบ้างและอัตราเท่าไร เพราะค่าเหล่านี้ถูกหักจากเงินในบัญชีและทำให้ระดับ margin ลดเร็วกว่าที่คำนวณจาก pip นำตัวเลขที่ได้ไปหักออกจาก buffer ในขั้นที่สอง แล้วปรับจุดตัดขาดทุนให้สอดคล้อง
- 05
บันทึกผลหลังปิดสถานะ
หลังปิดสถานะ จดราคาเปิด ราคาปิด จำนวน pip ที่ได้หรือเสีย และค่าธรรมเนียมที่ถูกหักจริง นำมาเทียบกับตัวเลขที่คำนวณไว้ตอนเปิด เพื่อดูว่าส่วนต่างมาจากอะไร การทำซ้ำแบบนี้ทำให้การคำนวณครั้งต่อไปใกล้ความจริงมากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนคิดว่าเมื่อโบรกเกอร์แจ้งเตือนที่ระดับ 100% แล้วจะรอได้เรื่อย ๆ จนกว่าราคาจะกลับมา แต่ความจริงคือถ้าเงินลดลงถึงระดับ 50% โบรกเกอร์มีสิทธิ์ปิดสถานะทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต และคุณจะไม่ได้เลือกจังหวะออกเอง วิธีป้องกันคือคำนวณล่วงหน้าว่าราคาต้องสวนทางกี่ pip ถึงจะถึงระดับ 100% และ 50% แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ก่อนระดับนั้น หรือลดขนาดสัญญาเพื่อให้มี buffer มากขึ้นตรวจสอบตัวเอง
ถ้าคุณมีเงินในบัญชี ฿30,000 ใช้หลักประกัน ฿6,000 ต่อ 1 สัญญามาตรฐาน USD/THB ระดับ margin เริ่มต้นของคุณคือเท่าไร
500% เพราะ ฿30,000 ÷ ฿6,000 = 5 เท่า หรือ 500%
จากสถานการณ์ในข้อ 1 ถ้าราคาเคลื่อนไหวสวนทางจนเงินในบัญชีเหลือ ฿3,000 ระดับ margin เท่ากับเท่าไร และขาดทุนไปกี่ pip
ระดับ margin = ฿3,000 ÷ ฿6,000 = 50% ขาดทุน = ฿30,000 - ฿3,000 = ฿27,000 คิดเป็น ฿27,000 ÷ ฿10 = 2,700 pip
คำถามที่มักตามมา
ถ้าโบรกเกอร์ลดขนาดสัญญาแล้ว ระดับ margin จะกลับขึ้นมาเท่าไร
การลดขนาดสัญญาทำให้หลักประกันที่ถูกกันไว้ลดลง จึงทำให้ระดับ margin สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินในบัญชีเดิม ตัวอย่างเช่น ถ้าเงินเหลือ ฿18,000 และหลักประกันลดจาก ฿18,000 เหลือ ฿12,000 ระดับ margin จะกลายเป็น ฿18,000 ÷ ฿12,000 = 150% ตัวเลขนี้สูงกว่า 100% แต่ไม่ได้หมายความว่าบัญชีปลอดภัย เพราะสถานะที่เหลือยังผูกกับราคาเดิม และถ้าราคาสวนทางต่อไป เงินก็จะลดลงอีก
ทำไมระดับ margin บนหน้าจอจึงไม่เท่ากับเงินที่ถอนได้
เพราะมีค่าอื่นถูกหักออกก่อนที่ตัวเลขจะปรากฏ ค่าสเปรดถูกหักทันทีที่เปิดสถานะ ค่าคอมมิชชันคิดตามจำนวนสัญญาหรือมูลค่าที่ซื้อขาย และดอกเบี้ยค้างชำระคิดเมื่อถือสถานะข้ามคืน อัตราค่าเหล่านี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกที่ คุณควรถามโบรกเกอร์ตรง ๆ ว่าคิดค่าอะไรบ้างและอัตราเท่าไร
ต้นทุนค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันคิดเป็นเงินเท่าไร
ลองคิดจาก 1 สัญญามาตรฐาน USD/THB ที่ราคา 36.4500 มูลค่าสัญญาประมาณ ฿3,645,000 ถ้าค่าสเปรดคิดเป็น 3 pip คิดเป็น ฿30 ต่อการเปิดและปิดหนึ่งรอบ และถ้าค่าคอมมิชชันคิด ฿200 ต่อสัญญาต่อรอบ รวมต้นทุนทันที ฿230 ก่อนที่ราคาจะขยับด้วยซ้ำ เงินจำนวนนี้ไม่ปรากฏเป็น pip บนกราฟ แต่ถูกหักจากยอดเงินในบัญชีจริง
จุดตัดขาดทุนควรตั้งไว้ที่ระดับใดเมื่อเทียบกับระดับแจ้งเตือน
จุดตัดขาดทุนคือคำสั่งปิดสถานะที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเมื่อราคาไปถึงระดับหนึ่ง การตั้งไว้ก่อนระดับ 100% หมายความว่าคุณเป็นคนเลือกจังหวะออกเอง ไม่ใช่รอให้โบรกเกอร์เลือกแทน จากตัวอย่าง ฿10 ต่อ pip ถ้าตั้งจุดตัดขาดทุนที่ขาดทุน 1,500 pip นั่นคือขาดทุน ฿15,000 ซึ่งยังอยู่เหนือระดับ 100% ของหลักประกัน การตั้งจุดนี้จึงต้องทำก่อนเปิดสถานะ ไม่ใช่หลังราคาเคลื่อนไหวไปแล้ว
ถ้าโบรกเกอร์ปิดสถานะทีละส่วน ลำดับการปิดเป็นอย่างไร
โบรกเกอร์อาจปิดสถานะทีละส่วนหรือทั้งหมดตามลำดับที่กำหนดไว้ในสัญญา ลำดับการปิดอาจต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ บางแห่งปิดสถานะที่ขาดทุนมากที่สุดก่อน บางแห่งปิดตามเวลาที่เปิด คุณจึงต้องอ่านสัญญาให้ครบก่อนเปิดสถานะจริง เพราะลำดับนี้กำหนดว่าสถานะใดจะถูกปิดก่อน และคุณจะเหลือสถานะใดไว้
ถ้าเงินในบัญชีลดลงถึง 50% จะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเงินในบัญชีลดลงถึง 50% ของหลักประกัน โบรกเกอร์มีสิทธิ์ปิดสถานะทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต และคุณจะไม่ได้เลือกจังหวะออกเอง จากตัวอย่างเงิน ฿30,000 ที่เหลือ ฿3,000 ระดับ margin เท่ากับ ฿3,000 ÷ ฿6,000 = 50% และขาดทุนไป ฿27,000 คิดเป็น 2,700 pip วิธีป้องกันคือคำนวณล่วงหน้าว่าราคาต้องสวนทางกี่ pip ถึงจะถึงระดับ 100% และ 50% แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ก่อนระดับนั้น หรือลดขนาดสัญญาเพื่อให้มี buffer มากขึ้น
คำที่ใช้ในหน้านี้
- ระดับ margin
- ตัวเลขที่ได้จากเงินในบัญชีหารด้วยหลักประกันที่ถูกกันไว้ แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ใช้บอกว่าบัญชีเหลือพื้นที่มากน้อยเพียงใดก่อนถึงระดับที่โบรกเกอร์จะแจ้งเตือนหรือปิดสถานะ
- pip
- หน่วยเล็กที่สุดของการเคลื่อนไหวราคาในคู่เงิน สำหรับ USD/THB หนึ่ง pip ในหนึ่งสัญญามาตรฐาน (100,000 หน่วย) เท่ากับ ฿10 ใช้คำนวณว่าขาดทุนหรือกำไรกี่บาท
- จุดตัดขาดทุน
- คำสั่งปิดสถานะที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเมื่อราคาไปถึงระดับหนึ่ง ช่วยให้คุณเป็นคนเลือกจังหวะออกเอง แทนที่จะรอให้โบรกเกอร์ปิดสถานะแทน
- ค่าสเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย ถูกหักทันทีที่เปิดสถานะ คิดเป็น pip หรือเป็นบาทก็ได้ ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์
- ดอกเบี้ยค้างชำระ
- ค่าถือสถานะข้ามคืน คิดเป็นรายวันตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสองสกุลเงิน อัตรานี้เปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของโบรกเกอร์
- หลักประกัน
- เงินจำนวนหนึ่งที่โบรกเกอร์กันไว้เมื่อคุณเปิดสถานะ ขนาดของหลักประกันขึ้นอยู่กับจำนวนสัญญาและข้อตกลงกับโบรกเกอร์
สิ่งที่ควรจดจำ
- ระดับ margin คือเงินในบัญชีหารด้วยหลักประกัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และเป็นตัวเลขที่ต้องจับตาก่อนราคา
- ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และดอกเบี้ยค้างชำระถูกหักก่อนที่ตัวเลขจะถึงระดับแจ้งเตือน อัตราแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
- จุดตัดขาดทุนที่ตั้งไว้ก่อนระดับ 100% ทำให้คุณเลือกจังหวะออกเอง ไม่ใช่รอให้โบรกเกอร์เลือกแทน
- การลดขนาดสัญญาช่วยถ่วงเวลาได้ แต่ไม่ได้หยุดการขาดทุน เพราะสถานะที่เหลือยังผูกกับราคาเดิม