ความกลัว ความโลภ และ FOMO
ในตัวอย่าง เราจะเทียบ USD/THB ที่ราคา 36.4500 โดยใช้สถานการณ์เดียวกัน แต่เข้าตามแผนและเข้าตอนไล่ราคา คุณจะเห็นว่าความต่างของต้นทุนอยู่ที่ ฿200 จากขนาด 0.10 ล็อต
ตัวเลขนี้คือเงินจริงในบัญชีของคุณ และมันจะบอกได้ว่าทำไมการรอจึงมีราคาที่ถูกกว่าการวิ่งตาม
ความกลัวปรากฏในร่างกายก่อนที่คุณจะตัดสินใจ
ความกลัวไม่ได้มาในรูปของความคิดเป็นคำพูดเสมอไป มันมาในรูปของร่างกายก่อน เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น มือเย็น หรือหายใจตื้นขึ้น สัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อพอร์ตเริ่มติดลบ และสมองตีความว่ากำลังเสียเงินจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มันพยายามหลบเลี่ยงมาตลอด
เมื่อความกลัวทำงาน จุดสนใจจะแคบลงเหลือแค่ราคาปัจจุบัน คุณจะเลิกมองภาพรวมของแผนที่เขียนไว้ และเริ่มมองหาว่าจะออกตรงไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด การตัดสินใจที่ตามมาจึงมักเป็นการปิดสถานะก่อนที่เหตุผลในแผนจะหมดไป
ผลลัพธ์คือคุณออกจากรอบที่ดีก่อนกำหนด แล้วกลับเข้าไปใหม่ตอนราคากลับมา ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อจุดสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ในบัญชีจริง ความต่างเล็กน้อยต่อจุดนี้สะสมหลายรอบจนกลายเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อยอดคงเหลือ
วิธีรับมือกับความกลัวไม่ใช่การฝืนรู้สึก แต่คือการกำหนดขนาดสถานะล่วงหน้าให้เล็กพอที่คุณจะทนดูราคาแกว่งได้โดยไม่ต้องแตะปุ่ม เมื่อขนาดพอดี ความกลัวจะลดลงเองโดยไม่ต้องใช้กำลังใจมากนัก
อีกวิธีคือเขียนเงื่อนไขออกไว้ในแผนตั้งแต่ก่อนเข้า เช่น ออกเมื่อราคาปิดต่ำกว่าระดับหนึ่ง หรือออกเมื่อเวลาผ่านไปเท่าที่กำหนด เมื่อเงื่อนไขถูกเขียนไว้ล่วงหน้า การตัดสินใจตอนกลัวจะกลายเป็นการทำตามที่เขียนไว้ ไม่ใช่การตัดสินใจใหม่
ความโลภทำให้ขนาดสถานะโตขึ้นหลังชนะ
ความโลภมักไม่ปรากฏตอนขาดทุน แต่ปรากฏตอนกำไร หลังจากชนะติดกันหลายรอบ ความมั่นใจจะสูงขึ้น และความรู้สึกว่าควรได้มากกว่านี้จะตามมา อาการที่สังเกตได้คือคุณเริ่มเพิ่มขนาดสถานะโดยไม่แก้แผน และเริ่มเลื่อนเป้าหมายออกไปไกลกว่าเดิม
เมื่อขนาดโตขึ้น ตัวเลขต่อจุดก็โตตาม ในตัวอย่าง USD/THB ที่ราคา 36.4500 หนึ่งจุดบน 0.10 ล็อตคิดเป็น ฿1 แต่บน 0.20 ล็อตคิดเป็น ฿2 ความเสี่ยงต่อจุดจึงเพิ่มเป็นสองเท่าทันทีที่คุณเปลี่ยนขนาด โดยที่ราคาไม่ได้เปลี่ยนเลย
ความโลภยังทำให้คุณถือสถานะนานเกินจุดที่แผนบอกไว้ เพราะรู้สึกว่าถ้าออกตอนนี้จะเสียโอกาส ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่แค่ค่าสเปรด แต่คือเวลาที่ใช้ไปและความเสี่ยงที่เปิดค้างไว้เกินกำหนด
จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ ความมั่นใจกับความโลภหน้าตาคล้ายกัน แต่ความมั่นใจมาจากผลของแผนที่ทำซ้ำได้ ส่วนความโลภมาจากความรู้สึกว่าควรได้มากกว่านี้โดยไม่มีหลักฐานใหม่รองรับ
วิธีที่ใช้ได้จริงคือกำหนดขนาดคงที่ต่อรอบ และห้ามเปลี่ยนขนาดกลางรอบ ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนอยู่ ถ้าต้องการเพิ่มขนาด ให้ทำเป็นขั้นตอนแยก หลังปิดรอบและบันทึกผลแล้วเท่านั้น
FOMO รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เข้าเดี๋ยวนี้
FOMO หรือความกลัวตกว่าจะพลาดโอกาส มีลักษณะเฉพาะคือความรู้สึกเร่งด่วนว่าต้องเข้าตอนนี้ ราคากำลังวิ่ง และถ้ารออีกนาทีจะไม่ได้ราคานี้แล้ว ความรู้สึกนี้แรงจนทำให้ข้ามขั้นตอนที่ตัวเองตั้งไว้
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคุณเข้าที่ราคาที่ไกลจากจุดในแผน ในตัวอย่าง จุดเข้าคือ 36.4500 แต่ราคาวิ่งไป 36.4720 ก่อนที่คุณจะกด ระยะห่าง 0.0220 หรือ 220 จุด บน 0.10 ล็อต คิดเป็น ฿220 เทียบกับ ฿20 ถ้าเข้าตามแผน ต่างกัน ฿200
ตัวเลข ฿200 นี้ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ผิด แต่มาจากการเข้าไม่ตรงจุด ผลลัพธ์คือคุณต้องให้ราคาวิ่งไปทางที่ต้องการไกลขึ้นก่อนจะเท่าทุน ซึ่งทำให้โอกาสสำเร็จของรอบนั้นลดลงทันทีที่กดปุ่ม
สัญญาณเตือนของ FOMO ที่จับได้ทันคือความคิดว่า รอบนี้ต้องเข้า และความรู้สึกว่ารอไม่ไหว ถ้าได้ยินเสียงในหัวแบบนี้ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณให้หยุด ไม่ใช่สัญญาณให้เข้า
วิธีตัดวงจรคือกำหนดล่วงหน้าว่าถ้าราคาเลยจุดเข้าไปแล้ว ให้ข้ามรอบนั้นและรอสัญญาณใหม่ การข้ามรอบหนึ่งครั้งมีต้นทุนเป็นศูนย์ ส่วนการไล่ราคามีต้นทุนเป็นตัวเลขที่คำนวณได้ และตัวเลขนั้นหักจากบัญชีจริง
จุดเข้าเดียวกัน ต่างกัน ฿200
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดที่ใช้ในตัวอย่าง | 0.10 ล็อต | หนึ่งล็อตมาตรฐานของ USD/THB คือ 100,000 หน่วย |
| หนึ่งจุดบน 1 ล็อตมาตรฐาน | ฿10 | คิดจาก 100,000 x 0.0001 |
| หนึ่งจุดบน 0.10 ล็อต | ฿1 | ฿10 หารด้วย 10 |
| เข้าตามแผน ห่างจากจุดเข้าที่วางไว้ | 20 จุด | ราคาไปถึงจุดที่เขียนไว้ในแผนก่อน แล้วจึงเข้า |
| ต้นทุนส่วนต่างจากการเข้าตามแผน | ฿20 | 20 จุด x ฿1 |
| เข้าแบบไล่ราคา ห่างจากจุดเข้าที่วางไว้ | 220 จุด | ราคาวิ่งไปแล้ว จึงเข้าตอนราคาไกลจากจุดเดิมมาก |
| ต้นทุนส่วนต่างจากการไล่ราคา | ฿220 | 220 จุด x ฿1 |
| ผลต่างระหว่างสองวิธี | ฿200 | ฿220 ลบ ฿20 |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม คิดค่าสเปรด หรือบวกค่าธรรมเนียมเพิ่มจากตัวเลขนี้ และอัตราแลกเปลี่ยนจริงอาจต่างจาก 36.4500 ในขณะที่คุณส่งคำสั่ง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่คุณทำได้ก่อนเปิดคำสั่งครั้งถัดไป เพื่อให้ตัวเลขในบัญชีตรงกับที่คุณคิดไว้ตอนวางแผน
- 01
เขียนจุดเข้าและขนาดลงในกระดาษก่อนดูราคา
กำหนดราคาที่คุณจะเข้า และขนาดสถานะเป็นล็อตให้ชัดเจน เขียนตัวเลขทั้งสองไว้ก่อนเปิดหน้าจอราคา เพื่อไม่ให้ราคาปัจจุบันมาร่างกายคำตอบแทนคุณ เก็บกระดาษนี้ไว้ข้างจอตลอดรอบ
- 02
คำนวณต้นทุนต่อจุดจากขนาดที่เขียนไว้
บน 0.10 ล็อต หนึ่งจุดคิดเป็น ฿1 ถ้าคุณตั้งใจจะออกห่าง 20 จุด ต้นทุนส่วนต่างคือ ฿20 คำนวณตัวเลขนี้ให้เสร็จก่อนเข้า เพื่อให้รู้ว่ากำลังเสี่ยงเท่าไรจริง
- 03
เทียบราคาปัจจุบันกับจุดที่เขียนไว้
ถ้าราคายังไม่ถึงจุด ให้รอ ถ้าราคาเลยจุดไปแล้ว เช่น จาก 36.4500 ไป 36.4720 ให้ถือว่ารอบนั้นผ่านไปแล้ว อย่าแก้จุดเข้าให้ตามราคา เพราะนั่นคือการเปลี่ยนแผนหลังเห็นผล
- 04
ข้ามรอบที่เลยจุด และรอสัญญาณใหม่
การไม่เข้าไม่ทำให้เสียเงิน การไล่ราคาทำให้ต้นทุนต่อจุดสูงขึ้นทันที ตั้งสัญญาณใหม่แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่จากจุดนั้น อย่าเพิ่มขนาดเพื่อชดเชยรอบที่พลาดไป
- 05
บันทึกผลหลังปิดรอบ
จดว่าราคาตอนเข้า ตรงกับจุดที่เขียนไว้หรือไม่ และขนาดที่ใช้ตรงกับที่วางไว้หรือไม่ ยอดคงเหลือในบัญชีคือหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ความรู้สึกตอนนั้น ตัวเลขนี้จะบอกได้เองว่ากฎถูกทำตามหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเข้าเมื่อราคาวิ่งไปแล้ว เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กำไร ทั้งที่แผนเดิมบอกจุดเข้าไว้ชัดเจนแล้ว ผลคือต้นทุนต่อจุดสูงขึ้นทันที ในตัวอย่างนี้ต่างกันถึง ฿200 จากขนาดเพียง 0.10 ล็อต วิธีแก้คือเขียนจุดเข้าและขนาดไว้ล่วงหน้า แล้วถ้าราคาเลยจุดนั้นไป ให้ข้ามรอบนั้นและรอสัญญาณใหม่ ไม่ใช่เพิ่มขนาดเพื่อชดเชยตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเข้าตามแผน 20 จุด บน 0.10 ล็อต ต้นทุนส่วนต่างคือ ฿20 แล้วถ้าเข้าไล่ราคาที่ 220 จุด ต้นทุนส่วนต่างคือเท่าไร และต่างจากเดิมกี่บาท
220 จุด x ฿1 = ฿220 ต่างจาก ฿20 อยู่ ฿200
ถ้าใช้ 0.20 ล็อต แล้วไล่ราคา 220 จุด ต้นทุนส่วนต่างจะเป็นเท่าไร
หนึ่งจุดบน 0.20 ล็อต คือ ฿2 ดังนั้น 220 จุด x ฿2 = ฿440
ถ้าราคา USD/THB อยู่ที่ 36.4500 และคุณวางจุดเข้าไว้ที่ 36.4500 แต่ราคาวิ่งไป 36.4720 ก่อนที่คุณจะเข้า คุณไล่ไปกี่จุด
36.4720 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0220 หรือ 220 จุด
คำถามที่มักตามมา
ถ้ารู้ตัวว่ากำลังกลัวอยู่กลางรอบ ควรทำอะไรก่อน
ขั้นแรกคือหยุดดูราคาชั่วคราว แล้วกลับไปอ่านเงื่อนไขออกที่เขียนไว้ก่อนเข้า ถ้าเงื่อนไขนั้นยังไม่เกิดขึ้น การถือต่อคือการทำตามแผน ไม่ใช่การฝืนใจ สังเกตสัญญาณในร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็วหรือมือเย็น เพราะมันบอกว่าขนาดสถานะใหญ่เกินกว่าที่ทนได้ ถ้าปิดเพราะความกลัวทั้งที่แผนยังไม่เสีย ให้จดไว้ในบันทึกว่าเกิดตอนไหน แล้วค่อยลดขนาดรอบถัดไป ไม่ใช่ชดเชยด้วยการเข้าใหม่ทันที
หลังชนะติดกันหลายรอบ ควรเพิ่มขนาดสถานะเลยไหม
การเพิ่มขนาดกลางรอบทำให้ตัวเลขต่อจุดเปลี่ยนทันทีโดยที่ราคาไม่เปลี่ยน เช่น จาก ฿1 เป็น ฿2 ต่อจุดบน USD/THB ถ้าต้องการเพิ่ม ให้ปิดรอบก่อน บันทึกผล แล้วค่อยตั้งขนาดใหม่เป็นขั้นตอนแยก วิธีนี้ทำให้ความมั่นใจมาจากผลของแผนที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าควรได้มากกว่านี้ จำนวนรอบที่ชนะติดกันไม่ใช่หลักฐานว่ารอบถัดไปจะชนะ
จะแยกได้อย่างไรว่ากำลังทำตามแผนหรือกำลังไล่ราคา
ให้ดูที่จุดเข้าที่เขียนไว้ก่อนหน้า ถ้าราคาเลยจุดนั้นไปแล้วและการเข้าครั้งนี้ไม่มีสัญญาณใหม่รองรับ นั่นคือการไล่ราคา ต้นทุนส่วนต่างจะสูงขึ้นทันที เช่น 220 จุดบน 0.10 ล็อตคิดเป็น ฿220 เทียบกับ ฿20 เมื่อเข้าตามแผน วิธีที่ตรวจสอบได้คือจดราคาที่ตั้งใจไว้ล่วงหน้า แล้วเทียบกับราคาที่เข้าจริงหลังปิดรอบ ถ้าต่างกันบ่อย ให้ข้ามรอบนั้นแทนการเพิ่มขนาด
ความรู้สึกเร่งด่วนว่าต้องเข้าเดี๋ยวนี้มาจากไหน
มันมาจากการที่ราคากำลังเคลื่อนไหวต่อหน้าต่อตา และสมองตีความว่ากำลังเสียโอกาสไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกนี้ทำให้ข้ามขั้นตอนที่ตัวเองตั้งไว้ เช่น ไม่รอสัญญาณครบ หรือไม่เช็กขนาดที่ควรใช้ ทางออกที่ใช้ได้จริงคือกำหนดล่วงหน้าว่ารอบไหนไม่เข้า ถ้าราคาเลยจุดไปแล้ว ให้ถือว่ารอบนั้นจบ และรอสัญญาณใหม่ ไม่ใช่เข้าทันทีเพราะกลัวตกว่าโอกาสจะหมด
ตัวเลข ฿200 ที่ต่างกันมาจากอะไร
มันมาจากผลต่างของจำนวนจุดคูณกับมูลค่าต่อจุด จากตัวอย่าง USD/THB ที่ 36.4500 จุดเข้าตามแผนห่างจากราคาที่ไล่ไป 220 จุด บน 0.10 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿1 ดังนั้น 220 x ฿1 = ฿220 ซึ่งมากกว่าต้นทุนเดิม ฿20 อยู่ ฿200 ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างจากการคำนวณ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน เพราะโบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยม คิดค่าสเปรด หรือบวกค่าธรรมเนียมต่างกัน
ถ้าลดขนาดสถานะลงแล้วยังรู้สึกกลัวอยู่ ควรทำอย่างไรต่อ
ถ้าลดแล้วยังกลัว ให้ลดต่ออีกขั้นจนกว่าจะดูราคาแกว่งได้โดยไม่ต้องแตะปุ่ม การที่ยังกลัวอยู่หมายความว่าขนาดยังใหญ่เกินไปสำหรับบัญชีนั้น ไม่ใช่ความผิดของคุณ ขนาดที่พอดีจะต่างกันในแต่ละบัญชี ขึ้นอยู่กับยอดคงเหลือและค่าครองชีพของแต่ละคน จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน สิ่งที่ทำได้คือบันทึกว่าระดับไหนที่ทำให้ตัดสินใจได้ตามแผน แล้วใช้ระดับนั้นเป็นค่าตั้งต้น
การจดบันทึกช่วยเรื่องอารมณ์ได้จริงหรือ
การจดบันทึกช่วยเพราะมันเปลี่ยนความรู้สึกให้กลายเป็นข้อมูลที่เทียบกันได้ เช่น เข้าตามแผนกี่รอบ ไล่ราคากี่รอบ และแต่ละรอบต่างกันกี่บาท เมื่อเห็นรูปแบบซ้ำ ๆ คุณจะรู้ล่วงหน้าว่าสถานการณ์แบบไหนทำให้ละเมิดกฎของตัวเอง วิธีนี้ไม่ทำให้อารมณ์หายไป แต่ทำให้ตัดสินใจตอนมีอารมณ์ได้ดีขึ้น เพราะมีตัวเลขของตัวเองให้ยึด ไม่ใช่ความจำ
คำที่ใช้ในหน้านี้
- ความกลัว
- สภาวะที่ร่างกายตอบสนองก่อนที่คุณจะคิดเป็นคำพูด เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือมือเย็น มักเกิดเมื่อพอร์ตเริ่มติดลบ ทำให้จุดสนใจแคบลงเหลือแค่ราคาปัจจุบัน
- ความโลภ
- ความรู้สึกว่าควรได้มากกว่านี้ มักปรากฏหลังชนะติดกันหลายรอบ สังเกตได้จากการเพิ่มขนาดสถานะหรือเลื่อนเป้าหมายออกไปโดยไม่แก้แผน
- FOMO
- ความรู้สึกเร่งด่วนว่าต้องเข้าเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะพลาดโอกาส ทำให้ข้ามขั้นตอนที่ตั้งไว้ เช่น ไม่รอสัญญาณครบ หรือไม่เช็กขนาดที่ควรใช้
- จุด
- หน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคา ใช้คำนวณต้นทุนส่วนต่างเมื่อคูณกับมูลค่าต่อจุดของขนาดสถานะที่ใช้อยู่
- ขนาดสถานะ
- ปริมาณที่คุณใช้เข้าแต่ละรอบ เช่น 0.10 ล็อต หรือ 0.20 ล็อต ขนาดที่โตขึ้นทำให้ความเสี่ยงต่อจุดโตตามทันทีโดยที่ราคาไม่เปลี่ยน
- จุดเข้า
- ราคาที่เขียนไว้ล่วงหน้าว่าจะเข้า ถ้าราคาเคลื่อนเลยจุดนั้นไปก่อนที่คุณจะเข้า การเข้าตามหลังคือการไล่ราคา และทำให้ต้นทุนต่อจุดสูงขึ้น
สิ่งที่ควรจดจำ
- ความกลัว ความโลภ และ FOMO ทำให้ละเมิดกฎได้ แต่ละสภาวะมีสัญญาณในร่างกายและการตัดสินใจที่สังเกตได้
- ขนาดสถานะที่พอดีทำให้ทนดูราคาแกว่งได้โดยไม่ต้องใช้กำลังใจมาก และลดโอกาสปิดรอบก่อนเหตุผลในแผนหมดไป
- การกำหนดขนาดคงที่ต่อรอบและไม่เปลี่ยนกลางรอบ ทำให้ความมั่นใจมาจากผลของแผน ไม่ใช่ความรู้สึกว่าควรได้มากกว่านี้
- ตัวเลข ฿200 ในตัวอย่างมาจากผลต่างของจุดคูณมูลค่าต่อจุด เป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน เพราะค่าใช้จ่ายจริงแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์