การเทรดมากเกินไปและการไล่ตามขาดทุน
เป้าหมายไม่ใช่การห้ามขาดทุน แต่คือการรู้ว่าค่าใช้จ่ายจากการเทรดถี่ ๆ คิดเป็นเงินเท่าไรในแต่ละวัน เพื่อให้เห็นว่าการเทรดมากเกินไปกัดกินผลลัพธ์อย่างไร
การนับจำนวนออเดอร์ที่เทรดจริงเทียบกับแผน
ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์เป็นตัวเลขที่คงที่ ไม่ว่าจะเปิดออเดอร์ด้วยเหตุผลใด หากค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์คือ ฿10 การเปิด 30 ออเดอร์ในหนึ่งวันจะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมเป็น ฿300 ทันที ตัวเลขนี้ไม่เกี่ยวกับว่าราคาจะวิ่งไปทางใด เพราะค่าใช้จ่ายถูกหักออกก่อนที่ผลกำไรหรือขาดทุนจะถูกคิด
การเทรดมากเกินไปมักเริ่มจากความรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างหลังขาดทุน ตัวอย่างเช่น แผนกำหนดไว้ 3 ออเดอร์ต่อวัน แต่เมื่อขาดทุนออเดอร์แรก ผู้เรียนเปิดออเดอร์ที่ 4 5 และ 6 โดยไม่นับว่าผิดแผน เมื่อถึงสิ้นวันจำนวนออเดอร์อาจกลายเป็น 30 ออเดอร์ ซึ่งคิดเป็น 10 เท่าของแผน ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มจาก ฿30 เป็น ฿300
วิธีที่ตรงไปตรงมาคือจดจำนวนออเดอร์ที่เทรดจริงในแต่ละวัน แล้วเปรียบเทียบกับจำนวนที่แผนอนุญาต หากตัวเลขจริงสูงกว่าแผนแม้เพียงหนึ่งออเดอร์ ให้ถือว่านั่นคือสัญญาณว่าการเทรดถี่เกินไป ตัวเลขนี้วัดได้โดยไม่ต้องรอให้ขาดทุนสะสมจนเห็นได้ชัด
ผลของการเพิ่มขนาดออเดอร์เพื่อเอาคืน
เมื่อขาดทุนหนึ่งครั้ง ความอยากได้เงินคืนอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนเพิ่มขนาดออเดอร์ในครั้งถัดไป สมมติว่าขาดทุนไป ฿100 แล้วเพิ่มขนาดเป็นสองเท่า หากออเดอร์ถัดไปขาดทุนอีกครั้ง จำนวนขาดทุนจะไม่ใช่ ฿100 อีกต่อไป แต่ขยายตามขนาดที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ก็ยังคงอยู่ที่ ฿10 ต่อออเดอร์ ไม่ว่าขนาดจะใหญ่แค่ไหน
การเพิ่มขนาดไม่ได้ทำให้โอกาสชนะสูงขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือจำนวนเงินที่เสี่ยงต่อการขาดทุนหนึ่งครั้ง หากเดิมเสี่ยง ฿100 ต่อออเดอร์ การเพิ่มเป็นสองเท่าทำให้เสี่ยง ฿200 ต่อออเดอร์ เมื่อขาดทุนติดกันสองครั้ง ผลรวมที่หายไปจะมากกว่าการเทรดขนาดเดิมหลายเท่า
วิธีคิดที่ใช้ได้คือกำหนดขนาดออเดอร์สูงสุดต่อวันไว้ล่วงหน้าเป็นจำนวนเงินบาท เช่น ไม่เกิน ฿100 ต่อออเดอร์ และไม่เพิ่มขนาดแม้จะขาดทุนไปแล้วกี่ครั้งก็ตาม เมื่อขนาดคงที่ จำนวนขาดทุนก็จะไม่ทบต้นเร็วเกินคาด
การกำหนดเพดานความเสียหายรายวันเป็นจำนวนเงินบาท
นอกจากจำนวนออเดอร์และขนาดแล้ว ควรกำหนดเพดานขาดทุนสูงสุดต่อวันเป็นจำนวนเงิน เช่น ฿300 ต่อวัน ตัวเลขนี้คำนวณจากค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์และขนาดที่รับได้ หากค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์คือ ฿10 และเทรด 30 ออเดอร์ ค่าใช้จ่ายอย่างเดียวคือ ฿300 ซึ่งเท่ากับเพดานพอดี ยังไม่นับขาดทุนจากราคาที่เคลื่อนไหวสวนทาง
เมื่อขาดทุนถึงเพดานที่ตั้งไว้ ให้หยุดเทรดในวันนั้นทันที การหยุดไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ขาดทุนหนึ่งวันขยายเป็นหลายวัน ตัวอย่างเช่น หากตั้งเพดาน ฿300 และขาดทุนไปแล้ว ฿250 การเทรดต่ออีกไม่กี่ออเดอร์อาจทำให้เกินเพดานได้ง่าย
เพดานนี้ควรเขียนไว้เป็นตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึกว่าเทรดมากไปหรือยัง เพราะความรู้สึกจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์หลังขาดทุน ตัวเลขที่เขียนไว้จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม้ในขณะที่กำลังเสียใจจากขาดทุน
ทำไมการนับจำนวนออเดอร์อย่างเดียวจึงไม่พอ
การนับจำนวนออเดอร์บอกได้แค่ว่าเทรดบ่อยเกินแผนหรือไม่ แต่ไม่ได้บอกว่าออเดอร์เหล่านั้นเกิดจากเหตุผลอะไร การเปิดออเดอร์เพราะเห็นราคาแกว่งจึงนับเป็นหนึ่งออเดอร์เท่ากับการเปิดตามสัญญาณที่เขียนไว้ล่วงหน้า ทั้งสองแบบมีค่าใช้จ่าย ฿10 ต่อออเดอร์เท่ากัน แต่แบบแรกไม่ได้มาจากแผนเลย การแยกให้ออกว่าออเดอร์ใดมาจากแผนและออเดอร์ใดมาจากอารมณ์ จึงเป็นข้อมูลที่ตัวเลขจำนวนไม่สามารถให้ได้
วิธีที่ทำได้คือจดเหตุผลสั้น ๆ กำกับทุกออเดอร์ไว้ข้างหมายเลข เช่น เขียนว่า ตามแผน หรือ เขียนว่า กลัวตกรถ แล้วนับแยกสองกองตอนสิ้นวัน ถ้าวันหนึ่งเทรด 8 ออเดอร์ และในนั้น 5 ออเดอร์เขียนว่า กลัวตกรถ แปลว่าออเดอร์ที่มาจากอารมณ์มี 5 จาก 8 คิดเป็น 62.5 เปอร์เซ็นต์ของทั้งวัน ตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนออเดอร์ทั้งหมด แต่อยู่ที่สัดส่วนของออเดอร์ที่ไม่มีแผนรองรับ
เมื่อเห็นสัดส่วนนี้แล้ว ให้ตั้งเกณฑ์ของตัวเองไว้ว่าออเดอร์ที่ไม่มีเหตุผลในแผนจะต้องเป็นศูนย์ ไม่ใช่ลดลงครึ่งหนึ่ง เพราะออเดอร์ประเภทนี้มักมาพร้อมกับการเพิ่มขนาดในจังหวะถัดไป การเขียนเกณฑ์เป็นตัวเลขทำให้ตรวจสอบได้ตอนสิ้นวันโดยไม่ต้องตัดสินใจซ้ำอีกครั้ง
อีกจุดที่จำนวนออเดอร์มองไม่เห็นคือช่วงเวลาที่เทรด ออเดอร์ 6 รายการที่กระจายทั้งวันมีค่าใช้จ่าย ฿60 เท่ากับออเดอร์ 6 รายการที่เปิดรวดเดียวใน 20 นาที แต่แบบหลังแปลว่าผู้เรียนกำลังอยู่ในภาวะตื่นตัวสูงและตัดสินใจเร็วขึ้น การจดเวลาเปิดออเดอร์แรกและออเดอร์สุดท้ายของแต่ละวันจึงช่วยให้เห็นว่าความถี่ที่แท้จริงอยู่ในช่วงสั้นแค่ไหน
ถ้าพบว่าออเดอร์ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในช่วงสั้น ๆ วิธีที่ตรงจุดคือหยุดพักตามเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้ครบจำนวนออเดอร์ เพราะเพดานจำนวนออเดอร์ยังเปิดทางให้เทรดรวดเดียวจนครบเพดานได้ การตั้งเพดานสองชั้นคือทั้งจำนวนและเวลา จึงปิดช่องว่างที่การนับจำนวนเพียงอย่างเดียวเหลือไว้
หนึ่งวัน 30 ออเดอร์ ค่าใช้จ่าย ฿300
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| จำนวนออเดอร์ในหนึ่งวัน | 30 ออเดอร์ | สมมติว่าผู้เรียนเทรดถี่กว่าที่แผนอนุญาต ซึ่งแผนกำหนดไว้ 3 ออเดอร์ต่อวัน |
| ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ | ฿10 | หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตของ USD/THB มีค่า ฿10 และส่วนต่างราคาที่จ่ายไปคิดเป็นหนึ่งจุดต่อออเดอร์ |
| ค่าใช้จ่ายรวมทั้งวัน | ฿300 | 30 ออเดอร์ คูณ ฿10 ต่อออเดอร์ เท่ากับ ฿300 |
| ผลลัพธ์ก่อนหักค่าใช้จ่าย | ฿0 | สมมติว่าราคาเข้าและออกเท่ากันพอดี จึงยังไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากราคา |
| ผลลัพธ์หลังหักค่าใช้จ่าย | ขาดทุน ฿300 | ฿0 ลบ ฿300 เท่ากับขาดทุน ฿300 |
ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเชิงสาธิต โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษ คิดส่วนต่างราคา หรือมีค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม จึงควรตรวจสอบอัตราที่โบรกเกอร์ของท่านเรียกเก็บจริง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นวิธีจดและตรวจสอบการเทรดของตนเองในแต่ละวัน โดยใช้ตัวเลขบาทและจำนวนออเดอร์ที่คำนวณได้จริง
- 01
จดจำนวนออเดอร์ที่เทรดจริง
เริ่มจากบันทึกจำนวนออเดอร์ที่เปิดในแต่ละวันลงในสมุดหรือไฟล์ อย่าประมาณเอา แต่ให้นับจริงทีละออเดอร์ ตัวเลขนี้จะเป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบกับแผนในภายหลัง
- 02
คำนวณค่าใช้จ่ายรวมต่อวัน
นำจำนวนออเดอร์จริงคูณกับค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ เช่น 30 ออเดอร์ คูณ ฿10 เท่ากับ ฿300 ตัวเลขนี้คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าราคาจะวิ่งไปทางใด
- 03
เปรียบเทียบกับจำนวนที่แผนอนุญาต
นำจำนวนออเดอร์จริงหารด้วยจำนวนที่แผนกำหนด เช่น 30 หาร 3 เท่ากับ 10 เท่า หากผลลัพธ์มากกว่า 1 เท่า ให้ถือว่าวันนั้นเทรดถี่เกินแผน
- 04
กำหนดเพดานขาดทุนรายวันเป็นบาท
เขียนเพดานขาดทุนสูงสุดต่อวันเป็นตัวเลข เช่น ฿300 และรวมค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์เข้าไปในการคำนวณด้วย เมื่อขาดทุนถึงเพดาน ให้หยุดเทรดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบจำนวนออเดอร์
- 05
ตรวจนาดออเดอร์ก่อนเปิดครั้งถัดไป
ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง ให้ถามตัวเองว่าขนาดที่ใช้อยู่นั้นเท่าเดิมหรือใหญ่ขึ้น หากใหญ่ขึ้นเพราะเพิ่งขาดทุน ให้กลับไปใช้ขนาดเดิมทันที อย่าเพิ่มขนาดเพื่อเอาคืน
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเมื่อขาดทุนหนึ่งครั้ง ผู้เรียนมักเพิ่มขนาดออเดอร์เพื่อเอาคืนให้เร็วที่สุด และเริ่มเปิดออเดอร์ถี่ขึ้นโดยไม่นับจำนวนตามแผน ผลคือค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ยังคงเดิม แต่จำนวนออเดอร์เพิ่มขึ้นหลายเท่า ทำให้ขาดทุนสะสมเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ควรทำแทนคือกำหนดจำนวนออเดอร์สูงสุดต่อวันไว้ล่วงหน้า และหยุดเมื่อถึงจำนวนนั้น ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเทรด 12 ออเดอร์ในหนึ่งวัน ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ ฿10 ค่าใช้จ่ายรวมเป็นเท่าไร
12 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿120
ถ้าเทรด 30 ออเดอร์ และค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ ฿10 แต่ราคาเคลื่อนไหวได้กำไร ฿200 ก่อนหักค่าใช้จ่าย ผลลัพธ์หลังหักค่าใช้จ่ายเป็นเท่าไร
฿200 ลบ ฿300 เท่ากับขาดทุน ฿100
ถ้าแผนอนุญาต 3 ออเดอร์ต่อวัน และเทรดจริง 30 ออเดอร์ คิดเป็นกี่เท่าของแผน
30 หาร 3 เท่ากับ 10 เท่า
คำถามที่มักตามมา
หนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็นเงินบาทเท่าไร
บทเรียนนี้ใช้ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ ฿10 เป็นตัวเลขตั้งต้น เพื่อให้คำนวณได้ง่าย ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับขนาดออเดอร์และส่วนต่างราคาที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ ขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์สูงขึ้นตามไปด้วย จึงควรตรวจสอบอัตราจริงจากโบรกเกอร์ของท่านก่อนใช้คำนวณ
ถ้าเทรด 30 ออเดอร์ในหนึ่งวัน ค่าใช้จ่ายอย่างเดียวเป็นเท่าไร
ถ้าค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์คือ ฿10 การเทรด 30 ออเดอร์มีค่าใช้จ่ายอย่างเดียว ฿300 ตัวเลขนี้ถูกหักออกไม่ว่าราคาจะวิ่งไปทางใด หากแผนอนุญาตเพียง 3 ออเดอร์ต่อวัน จำนวนนี้คือ 10 เท่าของแผน และเท่ากับเพดาน ฿300 พอดี ยังไม่นับขาดทุนจากราคาที่สวนทาง
หลังขาดทุนหนึ่งครั้ง ควรเพิ่มขนาดออเดอร์หรือไม่
การเพิ่มขนาดไม่ได้ทำให้โอกาสชนะสูงขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือจำนวนเงินที่เสี่ยงต่อการขาดทุนหนึ่งครั้ง ถ้าเดิมเสี่ยง ฿100 ต่อออเดอร์ การเพิ่มเป็นสองเท่าทำให้เสี่ยง ฿200 เมื่อขาดทุนติดกัน ผลรวมที่หายไปจะมากกว่าการใช้ขนาดเดิมหลายเท่า วิธีที่ใช้ได้คือกำหนดขนาดสูงสุดต่อวันเป็นจำนวนเงินไว้ล่วงหน้า และไม่เพิ่มแม้จะขาดทุนไปแล้วกี่ครั้ง
รู้ได้อย่างไรว่าวันนี้เทรดถี่เกินแผนแล้ว
จดจำนวนออเดอร์ที่เทรดจริงในแต่ละวัน แล้วเทียบกับจำนวนที่แผนอนุญาต หากตัวเลขจริงสูงกว่าแผนแม้เพียงหนึ่งออเดอร์ ให้ถือว่านั่นคือสัญญาณว่าถี่เกินไป ตัวเลขนี้วัดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ขาดทุนสะสมจนเห็นได้ชัด การจดทุกวันทำให้เห็นแนวโน้มก่อนที่มันจะกลายเป็นสัปดาห์ที่แย่
เพดานขาดทุนรายวันควรตั้งเป็นเท่าไร
ให้ตั้งเป็นจำนวนเงินบาทที่คำนวณจากค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์และขนาดที่รับได้ เช่น ฿300 ต่อวัน เมื่อขาดทุนถึงเพดานให้หยุดเทรดในวันนั้นทันที การหยุดไม่ใช่การยอมแพ้ แต่ป้องกันไม่ให้ขาดทุนหนึ่งวันขยายเป็นหลายวัน เพดานควรเขียนเป็นตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะความรู้สึกเปลี่ยนไปตามอารมณ์หลังขาดทุน
ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์เท่ากันทุกโบรกเกอร์หรือไม่
ไม่เท่ากัน โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษ คิดส่วนต่างราคา หรือมีค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม ตัวเลข ฿10 ในบทเรียนนี้เป็นตัวอย่างเชิงสาธิตเพื่อให้คำนวณตามได้ ก่อนใช้คำนวณเพดานรายวันของตนเอง ควรตรวจสอบอัตราที่โบรกเกอร์ของท่านเรียกเก็บจริง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- เพดานขาดทุนรายวัน
- จำนวนเงินบาทสูงสุดที่ยอมให้ขาดทุนได้ในหนึ่งวัน เมื่อถึงจำนวนนี้ให้หยุดเทรด ตัวเลขนี้เขียนไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ตัดสินใจตามอารมณ์ขณะกำลังเสียใจจากขาดทุน
- ขนาดออเดอร์
- จำนวนเงินที่เสี่ยงในหนึ่งออเดอร์ ยิ่งขนาดใหญ่ จำนวนเงินที่หายไปเมื่อขาดทุนก็ยิ่งมาก การเพิ่มขนาดหลังขาดทุนทำให้ผลรวมขาดทุนโตเร็วกว่าการใช้ขนาดเดิม
- ไล่ตามขาดทุน
- การเปิดออเดอร์เพิ่มทันทีหลังขาดทุน เพื่อหวังเอาคืนให้เร็วที่สุด พฤติกรรมนี้มักมาพร้อมการเพิ่มขนาดและจำนวนออเดอร์ที่เกินแผน
- เทรดมากเกินไป
- การเปิดออเดอร์บ่อยกว่าที่แผนอนุญาตในหนึ่งวัน แม้ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์จะเท่าเดิม แต่จำนวนออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายรวมสูงขึ้นตาม
- แผนการเทรด
- ข้อกำหนดที่เขียนไว้ล่วงหน้าว่าในหนึ่งวันจะเปิดกี่ออเดอร์ ขนาดเท่าไร และหยุดเมื่อขาดทุนถึงเท่าไร ใช้เทียบกับสิ่งที่ทำจริงเพื่อดูว่าวันนั้นเทรดเกินแผนหรือไม่
สิ่งที่ควรจดจำ
- ค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์คงที่ ไม่ว่าราคาจะวิ่งไปทางใด การเปิด 30 ออเดอร์ที่ ฿10 ต่อออเดอร์คือ ฿300
- การเทรด 30 ออเดอร์ทั้งที่แผนอนุญาต 3 ออเดอร์ คือ 10 เท่าของแผน และเท่ากับเพดาน ฿300 พอดี
- การเพิ่มขนาดหลังขาดทุนทำให้จำนวนเงินที่เสี่ยงต่อออเดอร์สูงขึ้น ไม่ได้ทำให้โอกาสชนะสูงขึ้น
- เขียนเพดานขาดทุนรายวันเป็นจำนวนเงินบาท และหยุดเทรดทันทีเมื่อถึงเพดาน