สมาร์ทมันนี่: ออร์เดอร์บล็อก, FVG, สภาพคล่อง
ถ้าคุณเทรด USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 ด้วยหนึ่งล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดเคลื่อนไหวมีค่า ฿10 ราคา 36.4500 เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ราคาที่การันตีสำหรับวันอื่น
ข้อควรจำคือ คำเหล่านี้เป็นเพียงคำอธิบายกราฟ ไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย และไม่ใช่คำรับประกันว่าราคาจะกลับมาจุดเดิมเสมอ
สิ่งที่คำทั้งสามใช้ร่วมกันคือข้อสันนิษฐานเรื่องคำสั่งค้าง
ออร์เดอร์บล็อก FVG และสภาพคล่อง ไม่ได้เกิดจากสูตรคำนวณใด ๆ แต่เกิดจากการเดาว่ามีคำสั่งขนาดใหญ่ค้างอยู่ตรงไหนของกราฟ คำสั่งนั้นอาจมาจากธนาคาร กองทุน หรือระบบอัตโนมัติที่ส่งคำสั่งทีละมาก ๆ จนราคาไม่สามารถดูดกลืนได้ในครั้งเดียว ผู้ใช้คำเหล่านี้จึงมองย้อนไปหาจุดที่ราคาเคยกระโดดแรง แล้วถือว่าจุดนั้นคือร่องรอยของคำสั่งนั้น
จุดที่ราคากระโดดแรงไม่ได้แปลว่ามีคนวางคำสั่งไว้ตรงนั้นเสมอไป ราคาอาจกระโดดเพราะข่าว 因为他ช่วงที่ตลาดบาง หรือเพราะคำสั่งถูกยกเลิกไปแล้วก็ได้ เมื่ออ่านกราฟย้อนหลัง ทุกคนเห็นแท่งเทียนเหมือนกัน แต่คำอธิบายว่าใครทำอะไรตรงนั้นเป็นเรื่องที่เติมเข้าไปทีหลัง ไม่ใช่ข้อมูลที่กราฟบอกโดยตรง
ประโยชน์ของคำเหล่านี้อยู่ที่การจัดระเบียบสายตา ไม่ใช่การทำนาย ใช้มันเพื่อกำหนดว่าถ้าราคากลับไปที่โซนหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นกับเงินในบัญชี มากกว่าจะใช้เพื่อรอให้ราคากลับไปแน่นอน ถ้าคำอธิบายผิด ราคาก็แค่ไหลผ่านโซนนั้นไป และแผนของเราต้องรองรับกรณีนั้นไว้ตั้งแต่ต้น
หนึ่งล็อตหนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็นเงินบาทอย่างไร
บน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 หนึ่งล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดเคลื่อนไหวมีค่า ฿10 ตัวเลขนี้มาจากขนาดสัญญาที่ตกลงไว้กับโบรกเกอร์ ไม่ได้มาจากราคา 36.4500 โดยตรง ราคานั้นเป็นเพียงตัวอย่างของวันหนึ่ง ไม่ใช่ราคาที่การันตีสำหรับวันอื่น
ถ้าใช้ 0.50 ล็อตมาตรฐาน ค่าของหนึ่งจุดคือ ฿10 x 0.50 = ฿5 ถ้าใช้สองล็อตมาตรฐาน ค่าของหนึ่งจุดคือ ฿10 x 2 = ฿20 เมื่อรู้ค่าต่อจุดแล้ว ระยะห่างเป็นจุดก็แปลงเป็นบาทได้ทันที เช่น 30 จุด บน 0.50 ล็อต คือ 30 x ฿5 = ฿150
ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่ตรงกับใบยืนยันของโบรกเกอร์เสมอ แต่ละโบรกเกอร์อาจปัดทศนิยม คิดสเปรด หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากตัวเลขนี้ และราคาที่เสนอจริงอาจต่างจากราคาในบทเรียน ให้ตรวจค่าต่อจุดของบัญชีตัวเองก่อนใช้คำนวณทุกครั้ง
โซนบนกราฟกลายเป็นจำนวนเงินได้เมื่อกำหนดจุดตัดขาดทุน
เมื่อเห็นโซนที่สงสัยว่ามีคำสั่งค้างอยู่ สิ่งแรกที่ทำได้คือกำหนดว่าถ้าเข้าตรงนั้นจริง จะยอมให้ราคาไปไกลเท่าไรก่อนออก ระยะนั้นวัดเป็นจุด แล้วคูณด้วยค่าต่อจุดของขนาดล็อตที่ใช้ เช่น 40 จุด บนหนึ่งล็อตมาตรฐานคือ 40 x ฿10 = ฿400
ถ้าจำนวนเงินนั้นมากกว่าที่รับได้ในหนึ่งครั้ง ให้ลดขนาดล็อตลงก่อน ไม่ใช่ลดระยะจุดตัดขาดทุนให้ชิดจนไม่มีที่ให้ราคาแกว่ง การลดล็อตทำให้จำนวนเงินที่เสี่ยงลดลงพร้อมกับระยะที่สมเหตุสมผลยังอยู่ครบ
การวางแผนแบบนี้ทำให้ไม่ต้องเดาว่าราคาจะกลับมาไหม เพราะไม่ว่าจะกลับมาหรือไหลผ่าน ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดถูกกำหนดเป็นตัวเลขไว้แล้ว เงินที่ใช้เทรดควรเป็นเงินที่หายไปได้โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การโอนเข้าบัญชีเทรดทำได้ผ่านการโอนผ่านธนาคารและ PromptPay ขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์
ทำไมราคาถึงไม่หยุดตรงโซนที่วาดไว้
โซนที่วาดบนกราฟคือพื้นที่ ไม่ใช่เส้นเดียว ราคาอาจแตะขอบบนของโซนแล้ววกกลับ หรือไหลผ่านทั้งโซนไปเลยก็ได้ ความกว้างของโซนจึงเปลี่ยนจำนวนจุดที่คุณรับความเสี่ยงโดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ถ้าโซนกว้าง 15 จุด จุดตัดขาดทุนที่วางเลยขอบล่างออกไปอีก 10 จุด ย่อมห่างจากจุดเข้า 25 จุด ไม่ใช่ 10 จุด
ขนาดของโซนยังขึ้นกับกรอบเวลาที่คุณใช้ดู กรอบเวลาสั้นกับกรอบเวลายาวมักให้ขอบโซนไม่ตรงกัน เพราะแท่งเทียนแต่ละแท่งกินช่วงเวลาต่างกัน ตัวเลขจุดที่ได้จากกรอบเวลาหนึ่งจึงใช้แทนอีกกรอบเวลาหนึ่งไม่ได้ วิธีที่ตรงไปตรงมาคือเลือกกรอบเวลาเดียว แล้ววัดทุกอย่างบนกรอบเวลานั้นให้เหมือนกันทั้งหน้า
อีกจุดที่ตัวเลขเปลี่ยนคือราคาที่คุณเข้าได้จริง ราคาที่เห็นบนกราฟกับราคาที่คำสั่งของคุณถูกจับคู่ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันเสมอ ส่วนต่างนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ และบางรายคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากส่วนต่างนั้น ตัวเลข ฿10 ต่อจุดต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานจึงเป็นค่าอ้างอิงสำหรับคำนวณ ไม่ใช่ยอดสุทธิที่จะเหลือในกระเป๋า
เมื่อรวมสามเรื่องนี้เข้าด้วยกัน จำนวนจุดที่คุณใช้คูณกับ ฿10 ควรเป็นจำนวนจุดที่แย่ที่สุดที่คุณยอมรับได้ ไม่ใช่จำนวนจุดที่สวยที่สุดบนกระดาษ ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจึงควรมาจากการวัดจริงบนกราฟของคุณเอง ไม่ใช่จากโซนที่คนอื่นวาดไว้ให้
ตัวอย่าง 40 จุด กับต้นทุน ฿400
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ราคา USD/THB เริ่มต้น | 36.4500 | ใช้เป็นจุดอ้างอิงในบทเรียนนี้เท่านั้น |
| หนึ่งจุดบนหนึ่งล็อตมาตรฐาน | ฿10 | คำนวณจาก 100,000 x 0.0001 |
| ระยะจากราคาเริ่มถึงโซนออร์เดอร์บล็อก | 40 จุด | สมมติว่าโซนอยู่ที่ 36.4100 |
| มูลค่าของ 40 จุด บนหนึ่งล็อต | ฿400 | 40 x ฿10 |
| ช่องว่าง FVG ที่ราคาเว้นไว้ | 15 จุด | สมมติว่าช่วง 36.4200 ถึง 36.4350 |
| แนวรับที่ราคาไหลลงไปกวาดสภาพคล่อง | 36.4000 | สมมติว่าเป็นจุดที่คำสั่งหยุดขาดทุนกองอยู่ |
แต่ละโบรกเกอร์อาจปัดทศนิยม คิดสเปรด หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากตัวเลขนี้ และราคาที่เสนอจริงอาจต่างจากราคาในบทเรียน
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นต่อไปนี้เป็นลำดับเดียวที่ทำครั้งเดียวจบ ตั้งแต่เปิดกราฟจนได้ตัวเลขความเสี่ยงเป็นบาท
- 01
เปิดกราฟ USD/THB แล้วจดราคาล่าสุด
เปิดกราฟ USD/THB ในแพลตฟอร์มที่ใช้ แล้วจดราคาล่าสุดไว้ เช่น 36.4500 อย่าเพิ่งตีเส้นหรือลากโซนใด ๆ ในขั้นนี้ แค่ต้องการตัวเลขตั้งต้นหนึ่งตัวเพื่อใช้เทียบทีหลัง
- 02
หาจุดที่ราคาเคยกระโดดแรง
เลื่อนกราฟย้อนหลัง แล้วหาช่วงที่ราคาเคลื่อนเร็วผิดปกติภายในไม่กี่แท่งเทียน ช่วงนั้นคือสิ่งที่กลุ่มผู้อ่านกราฟแบบนี้เรียกว่าออร์เดอร์บล็อกหรือช่องว่าง FVG จดราคาบนและล่างของช่วงนั้นไว้ ไม่ต้องตัดสินใจอะไรตอนนี้
- 03
กำหนดจุดเข้าจุดออกเป็นตัวเลข
สมมติว่าถ้าราคากลับไปที่ขอบของช่วงนั้น จะเข้าที่ราคาใด และจะออกที่ราคาใดหากคิดผิด ระยะห่างระหว่างสองราคานี้คือจำนวนจุดที่ต้องใช้คำนวณ เขียนทั้งสองราคาลงไปให้ชัด
- 04
คูณกับค่าต่อจุดของขนาดล็อต
นำจำนวนจุดคูณกับค่าต่อจุดของขนาดล็อตที่เลือก หนึ่งล็อตมาตรฐานบน USD/THB คือ ฿10 ต่อจุด ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินที่มากเกินรับได้ ให้ลดขนาดล็อตแล้วคูณใหม่
- 05
เทียบผลลัพธ์กับเงินในบัญชี
ดูว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินในบัญชี ถ้าตัวเลขนั้นทำให้การเทรดครั้งเดียวมีผลกับเงินก้อนที่จำเป็นต้องใช้ ให้ลดขนาดลงอีก หรือไม่เข้าเลยในครั้งนั้น
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนเห็นโซนออร์เดอร์บล็อกหรือช่องว่าง FVG แล้วรีบเข้าเทรดทันที โดยคิดว่าราคาต้องกลับมาแน่นอน ทั้งที่จริงแล้วราคาอาจไหลผ่านโซนนั้นไปเลยก็ได้ วิธีที่ควรทำคือรอให้เห็นราคาสะสมตัวและยืนยันก่อน แล้วค่อยประเมินว่าความเสี่ยงกี่จุด คิดเป็นเงินกี่บาท เช่น 40 จุด บนหนึ่งล็อตคือ ฿400 ถ้ารับความเสี่ยงนี้ไม่ไหว ก็ลดขนาดล็อตลง ไม่ใช่ฝืนเข้าเพราะกลัวตกรถตรวจสอบตัวเอง
ถ้าราคา USD/THB เคลื่อน 25 จุด บนสองล็อตมาตรฐาน มูลค่าเป็นเงินบาทเท่าไร
หนึ่งล็อตหนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ดังนั้น 25 จุด คิดเป็น 25 x ฿10 = ฿250 ต่อหนึ่งล็อต สองล็อตจึงเป็น ฿250 x 2 = ฿500
ถ้าคุณตั้งจุดตัดขาดทุนห่างจากจุดเข้า 30 จุด บน 0.50 ล็อตมาตรฐาน ขาดทุนสูงสุดกี่บาท
หนึ่งล็อตหนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 0.50 ล็อตจึงเท่ากับ ฿5 ต่อจุด ดังนั้น 30 จุด คิดเป็น 30 x ฿5 = ฿150
คำถามที่มักตามมา
ออร์เดอร์บล็อกคืออะไร และทำไมคนถึงวาดมันบนกราฟ
ออร์เดอร์บล็อกคือแท่งเทียนแท่งสุดท้ายก่อนที่ราคาจะกระโดดแรงในทิศทางหนึ่ง คนวาดกรอบไว้รอบแท่งนั้นเพราะเชื่อว่ามีคำสั่งขนาดใหญ่ค้างอยู่ตรงนั้น แต่กราฟไม่ได้บอกว่าใครวางคำสั่ง กรอบนั้นจึงเป็นเพียงการเดาจากสิ่งที่มองเห็น ไม่ใช่หลักฐานว่ามีคำสั่งจริง ถ้าราคาไหลผ่านกรอบนั้นไปเลย คำอธิบายก็ผิด และแผนการเทรดต้องรองรับกรณีนั้นไว้ตั้งแต่ต้น
FVG ต่างจากออร์เดอร์บล็อกตรงไหน
FVG คือช่องว่างบนกราฟที่เกิดจากราคากระโดดข้ามระดับหนึ่งไปเร็วจนเหลือช่วงที่แท่งเทียนไม่ทับกัน ส่วนออร์เดอร์บล็อกคือแท่งเทียนที่อยู่ก่อนการกระโดด ทั้งสองคำอธิบายจุดเดียวกันคนละแบบ FVG มองที่ช่องว่างที่ถูกทิ้งไว้ ออร์เดอร์บล็อกมองที่แท่งต้นทาง ทั้งคู่ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานเดียวกันว่ามีคำสั่งค้างอยู่ และทั้งคู่ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะกลับมาเติมช่องว่างนั้น
สภาพคล่องในความหมายนี้คืออะไร
ในบริบทนี้ สภาพคล่องหมายถึงบริเวณที่มีคำสั่งซื้อขายรออยู่หนาแน่นพอให้คำสั่งขนาดใหญ่เข้ามาได้โดยราคาไม่กระโดดแรง คนใช้คำนี้มักชี้ไปที่จุดสูงสุดหรือต่ำสุดเดิมของกราฟ เพราะเชื่อว่ามีคำสั่งรออยู่ตรงนั้นมาก แต่ปริมาณคำสั่งจริงไม่ปรากฏบนกราฟที่คนทั่วไปเห็น สิ่งที่เห็นคือราคาเท่านั้น คำว่า สภาพคล่อง จึงเป็นคำอธิบายที่เติมเข้าไปทีหลัง
ถ้าใช้ 0.20 ล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดคิดเป็นกี่บาท
หนึ่งล็อตมาตรฐานหนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็น ฿10 ดังนั้น 0.20 ล็อตมาตรฐานจึงคิดเป็น ฿10 x 0.20 = ฿2 ต่อจุด ถ้าตั้งจุดตัดขาดทุนห่าง 50 จุด จำนวนเงินที่เสี่ยงคือ 50 x ฿2 = ฿100 ตัวเลขเหล่านี้อาจต่างจากใบยืนยันของโบรกเกอร์ เพราะแต่ละโบรกเกอร์อาจปัดทศนิยม คิดสเปรด หรือค่าธรรมเนียมเพิ่ม ให้ตรวจค่าต่อจุดของบัญชีตัวเองก่อนใช้คำนวณ
ทำไมต้องลดขนาดล็อตแทนที่จะเลื่อนจุดตัดขาดทุนให้ชิดขึ้น
การเลื่อนจุดตัดขาดทุนให้ชิดขึ้นทำให้ระยะที่ราคาแกว่งปกติกินพื้นที่นั้นไปได้ง่าย ราคาอาจแตะจุดตัดขาดทุนแล้วกลับไปทางเดิม การลดขนาดล็อตทำให้จำนวนเงินที่เสี่ยงลดลงโดยที่ระยะยังกว้างพอให้ราคาแกว่ง เช่น จาก 40 จุดบนหนึ่งล็อตคือ ฿400 ถ้าลดเหลือ 0.50 ล็อต 40 จุดคือ 40 x ฿5 = ฿200 เงินที่ใช้เทรดควรเป็นเงินที่หายไปได้โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
คำเหล่านี้ใช้เป็นสัญญาณซื้อขายได้ไหม
ใช้เป็นสัญญาณซื้อขายไม่ได้ เพราะมันเป็นเพียงคำอธิบายกราฟย้อนหลัง ไม่ได้บอกว่าราคาจะไปทางไหนต่อ ราคาอาจกลับมาแตะโซนนั้นหรือไหลผ่านไปเลยก็ได้ ประโยชน์ของมันอยู่ที่การจัดระเบียบสายตา ทำให้กำหนดได้ว่าถ้าราคากลับไปที่โซนหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นกับเงินในบัญชี การตัดสินใจเข้าหรือไม่เข้าจึงขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่รับได้ ไม่ใช่ความเชื่อว่าคำอธิบายนั้นถูก
คำที่ใช้ในหน้านี้
- ออร์เดอร์บล็อก
- แท่งเทียนแท่งสุดท้ายก่อนที่ราคาจะกระโดดแรงในทิศทางหนึ่ง คนวาดกรอบรอบแท่งนั้นเพราะเชื่อว่ามีคำสั่งขนาดใหญ่ค้างอยู่ตรงนั้น เป็นการเดาจากสิ่งที่มองเห็น ไม่ใช่หลักฐานว่ามีคำสั่งจริง
- FVG
- ช่องว่างบนกราฟที่เกิดจากราคากระโดดข้ามระดับหนึ่งไปเร็วจนแท่งเทียนไม่ทับกัน มักถูกใช้ชี้จุดที่ราคาอาจวกกลับมาเติมช่องว่าง แต่ไม่มีการรับประกันว่าราคาจะกลับมา
- สภาพคล่อง
- บริเวณที่มีคำสั่งซื้อขายรออยู่หนาแน่นพอให้คำสั่งขนาดใหญ่เข้ามาได้โดยราคาไม่กระโดดแรง ปริมาณคำสั่งจริงไม่ปรากฏบนกราฟที่คนทั่วไปเห็น จึงเป็นคำอธิบายที่เติมเข้าไปทีหลัง
- จุด
- หน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคา บน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานหนึ่งจุดคิดเป็น ฿10 ตัวเลขนี้มาจากขนาดสัญญาที่ตกลงไว้กับโบรกเกอร์ ไม่ได้มาจากราคา 36.4500 โดยตรง
- ล็อตมาตรฐาน
- ขนาดสัญญาที่ใช้เป็นหน่วยตั้งต้น ค่าของหนึ่งจุดจะเพิ่มหรือลดตามสัดส่วนของล็อตที่ใช้ เช่น 0.50 ล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดคิดเป็น ฿5 และสองล็อตมาตรฐาน หนึ่งจุดคิดเป็น ฿20
สิ่งที่ควรจดจำ
- ออร์เดอร์บล็อก FVG และสภาพคล่อง เป็นคำอธิบายจุดบนกราฟที่เชื่อว่ามีคำสั่งค้างอยู่ ไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย
- บน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานหนึ่งจุดคิดเป็น ฿10 และตัวเลขนี้ปรับตามขนาดล็อตที่ใช้จริง
- โซนบนกราฟกลายเป็นจำนวนเงินได้เมื่อกำหนดจุดตัดขาดทุนเป็นจุด แล้วคูณด้วยค่าต่อจุด
- ถ้าจำนวนเงินที่เสี่ยงสูงเกินไป ให้ลดขนาดล็อต ไม่ใช่เลื่อนจุดตัดขาดทุนให้ชิดขึ้น